เมื่อปัญหาของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายคุกคามคุณ (เช่น : โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, คลอเรสเตอรอลสูง, ความดันสูง, โรคไขมันเกาะตับ, โรคไขมันเกาะไต, ไขมันในหลอดเลือดสูง, โรคตับ, ตับอักเสบ, ไตอักเสบ, โรคหอบหืด, โรคลมชัก, โรค SLE, โรคไขข้อ, โรค Bechet, โรคผิวหนังอักเสบแพ้ง่าย, โรคไขข้อ, วัยทอง, ปวดประจำเดือน, มีถุงน้ำที่เต้านม รังไข่, มีบุตรยาก, อ้วน, โรคไทยรอยด์, อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า, ต่อมลูกหมากโต, โรคเบาหวาน, เอดส์ (AIDS) หรือ HIV, โรคพุ่มพวง หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง, อัมพาต อัมพฤกษ์, โรคเก๊า, โรคสะเก็ดเงิน, โรคเรื้อนกวาง, โรคภูมิแพ้, Sex เสื่อม, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ) เรามีคำตอบให้คุณ ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถอยู่กับโรคเหล่านี้ได้อย่ามีความสุข

Note:
อาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค อาหารเสริมเพียงช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุข และ มีสุขภาพแข็งแรง

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

DNA : The Next Wave on Discovery CHANNEL


พบกับนักวิทยาศาสตร์ใน Discovery CHANNEL


ดร.โจ ชาง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน ร่วมกับ ดร.ริชาร์ด ไวน์ดรัช และ ดร.โทมัล พรอลล่า ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันไลฟ์เจน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนต์สารคดีทางช่องดิสคัฟเวอรี่ ชาแนล ในชื่อตอนว่า DNA : The Next Wave โดยจะเริ่มออกอากาศในภูมิภาคเอเซีย และ แปซิฟิคใต้ ระหว่างวันที่ 22 และ 30 ธันวาคม 2555

เนื้อหาของเรื่อง จะกล่าวถึงเทคโนโลยีดีเอ็นเอ ในการเข้ามามีบทบาท ต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน รวมถึงมุมมองของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการแสดงออกของยีนส์และโภชนศาสตร์ที่มีผลต่อกระบวนการเสื่อมชรา

ดิสคัฟเวอรี่ ชาแนล เป็น 1 ในช่องออกอากาศสารคดีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และ มีมากกว่า 186 ล้านรายที่เป็นสมาชิกในเอเซีย แปซิฟิค (ประเทศในแถบเอเซีย แปซิฟิค)
ตารางออกอากาศของประเทศไทย
29 ธันวาคม 55  เวลา 19:00 น.
30 ธันวาคม 55  เวลา 19:00 น.
27 กุมภาพันธ์ 56  เวลา 22:00 น.
28 กุมภาพันธ์ 56  เวลา 9:00 น. และ 15:00 น.

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“โรคเมลิออยด์” - คุณหมอขอบอก


ในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตด้วย “โรคเมลิออยด์” ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน โดยเฉพาะในภาคอีสาน แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จัก ไม่คุ้นชื่อโรคนี้ ทำให้ขาดความรู้ในการดูแลและป้องกันตัวเอง

นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสุขวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า โรคเมลิออยด์เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในดินในน้ำบ้านเราเยอะที่สุดในโลก โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยตายเป็นใบไม้ร่วงทุกปีในช่วงฤดูฝน พบมากในภาคอีสาน เชื้อแบคทีเรียนี้ก็อยู่ในดินของมัน เวลาคนไปสัมผัสดิน สัมผัสน้ำ หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียนี้เข้าไปทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นการติดโรคจากธรรมชาติ แต่โรคนี้ไม่ได้แพร่จากคนสู่คน

ที่น่ากลัวคือบ้านเราเกษตรกรทำนาด้วยเท้าเปล่ามือเปล่า ชาวนาจึงมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ โดยเชื้อจะผ่านเข้าทางผิวหนังได้โดยตรง ไม่ต้องมีแผลอะไร ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด เข้าปอด สมอง เกิดภาวะติดเชื้อและเสียชีวิต ขณะเดียวกันเรื่องน้ำดื่มก็น่าห่วงเพราะจากการลงไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน พบว่า 50% ดื่มน้ำฝน 25% ดื่มน้ำบ่อ น้ำบาดาล 10% ดื่มน้ำประปาหมู่บ้าน ส่วนอีก 10% มีฐานะพอจะซื้อน้ำดื่มได้ โดยน้ำที่ชาวบ้านดื่มนั้นผลการตรวจพบว่า มีเชื้อนี้ปนเปื้อนอยู่ประมาณ 10% ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่แล้ว อย่างน้ำประปาหมู่บ้านหลายแห่งจะตรวจเฉพาะเชื้ออี.โคไล เป็นหลักไม่ได้ดูเชื้อนี้ พอชาวบ้านดื่มน้ำโดยไม่ต้ม ไม่ได้กรองอาจทำให้ได้รับเชื้อ ดังนั้นจึงอยากกระตุ้นให้ชาวบ้านต้มน้ำให้สะอาดก่อนดื่มทุกครั้งไม่ว่าน้ำบ่อ น้ำบาดาล หรือน้ำประปาหมู่บ้าน

ประมาณ 75% ของคนไข้มาโรงพยาบาลช่วงหน้าฝน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงหว่านดำทำนา มิ.ย. ก.ค. อีกช่วงคือประมาณ ต.ค. พ.ย. เกี่ยวข้าว ปัจจัยหลัก คือ คนไข้ออกไปทำไร่ไถนา

อาการที่ปรากฏ คือ มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส นอกจากนี้อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ปวดท้อง ช็อก ซึ่งจะทำให้คนไข้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วภายใน 2 วัน

ถามว่าการวินิจฉัยยากหรือไม่ ตอบว่ายากเพราะอาการไม่จำเพาะ คือ ไข้สูง โลหิตเป็นพิษ มันเป็นเชื้ออะไรก็ได้ หมอจึงมักพูดว่าโลหิตเป็นพิษติดเชื้อ ถามว่า ณ วันนี้หมอรู้จักโรคนี้หรือไม่ หมอรู้จักดี ห้องปฏิบัติการรู้จักดี แต่คนไข้เท่านั้นที่ยังไม่รู้

พอคนไข้เสียชีวิตส่วนใหญ่หมอจะบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด โลหิตเป็นพิษ หรือบางทีก็บอกว่าเป็นไข้โดยไม่ทราบสาเหตุแล้วเสียชีวิต เนื่องจากการวินิจฉัยยาก ต้องใช้เวลากว่าจะยืนยันผลได้ว่าเป็นโรคนี้อาจต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน อีกทั้งไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์โรคนี้ประชาชนจึงไม่ค่อยรู้

วิธีการรักษาหากสงสัยติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทันที ระหว่างรอผลจากห้องปฏิบัติการ (แล็บ) จะไม่รอผลเลือด ถ้าผลแล็บออกมาว่าเป็นเชื้อเมลิออยด์ แล้วคนไข้ยังมีชีวิตอยู่ต้องให้ยาฆ่าเชื้อจนครบ 14 วันเป็นอย่างน้อย พออาการดีขึ้นแล้วก็ต้องให้ยารับประทานต่อเนื่องอีก 5 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อในร่างกายออกให้หมด ถ้าฆ่าเชื้อไม่หมด คนไข้อาจเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำและทำให้เสียชีวิตได้ ต้องบอกว่าเชื้อตัวนี้ทนเหมือนวัณโรค แต่ดุกว่า

โอกาสป่วยตายกี่เปอร์เซ็นต์? นพ. ดิเรก กล่าวว่า อัตราการตายในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะภาคอีสานอัตราการตายสูงที่สุด ทั้งนี้ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่มีผลแล็บยืนยัน 2,000 ราย คาดว่าตัวเลขผู้ป่วยน่าจะมากกว่านี้ เพราะจำนวนผู้ป่วย 2,000 คนเป็นตัวเลขที่เพาะเชื้อขึ้น แต่มีส่วนหนึ่งที่เพาะเชื้อไม่ขึ้น

ปัจจุบันมีการวิจัยวัคซีนโรคนี้หรือไม่? นพ.ดิเรก กล่าวว่า เชื้อตัวนี้รุนแรงขนาดอเมริกาจัดเป็นอาวุธชีวภาพ เป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียที่นำไปทำอาวุธชีวภาพได้ อเมริกามีงบประมาณสำหรับทำวัคซีนเยอะมาก และพยายามพัฒนาวัคซีนตัวนี้อยู่ แต่ยังไปได้ไม่ไกลนัก ในประเทศไทยไม่มีงบประมาณวิจัยทำวัคซีนตัวนี้ ถ้าจะยืมจมูกประเทศอื่นหายใจก็คงไม่ได้ใช้ เพราะอเมริกาพัฒนาไปในทางป้องกันอาวุธชีวภาพให้ทหารของเขาได้ใช้ ไม่เหมือนกับวัคซีนที่เราอยากให้คนไทยได้ใช้ป้องกันชีวิตจริง ๆ ดังนั้นประเทศไทยควรสนใจตรงนี้ด้วย มิฉะนั้นก็มุ่งไปที่การรักษาอย่างเดียว ไม่มีวัคซีนใช้



ท้ายนี้อยากบอกว่าโรคเมลิออยด์เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ในกรณีที่ต้องสัมผัสดินหรือน้ำ เช่น ทำนา ทำสวน จับปลา ควรใส่เครื่องป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ต ถุงมือยาง และควรทานอาหารที่สุกสะอาด ดื่มน้ำต้มสุก.



นวพรรษ บุญชาญ รายงาน


วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สีผิวคนไทย เหนือกว่าใครในโลก ไปเปลี่ยนสีผิวกันทำไม?

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์, พลโท นพ.กฤษฎา ดวงอุไร, พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา 


เมื่อกันยายนที่ผ่านมา สื่อชื่อดังของอังกฤษ อย่าง เดอะ การ์เดียน เล่นข่าวในทำนองว่า สาวไทยกำลังมีค่านิยมผิดเกี่ยวกับเรื่องสีผิว ต้องการปรับเปลี่ยนสีผิวให้ดูขาวอย่างสาวญี่ปุ่นและเกาหลี โดยสื่อดังกล่าวตั้งข้อสังเกตจากการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผิวในเมืองไทย ต่างก็อวดอ้างสรรพคุณว่า สามารถปรับเปลี่ยนให้ผิวขาวกระจ่างขึ้นได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ทั้งยังมิได้มีแค่ใช้ปรับผิวหน้าหรือผิวตัวเท่านั้น แม้กระทั่งจุดซ่อนเร้นก็ยังมี

ผิดไหม ถ้าอยากมีผิวขาว?...พลโท นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมีสติ ที่สำคัญสาวไทยควรเข้าใจว่า เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ทำให้คนเรามีสีผิวต่างกัน และไม่อาจเปลี่ยนสีผิวได้อย่างถาวร

การที่คนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์มีสีผิวไม่เหมือนกันนั้น มีปัจจัยสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือ ถิ่นฐานที่อยู่ หากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร สภาพอากาศก็จะเป็นเมืองร้อน แดดแรง ส่งผลให้ร่างกายต้องปรับตัว โดยจะมีการสร้างเม็ดสีขึ้นมามาก เพื่อเป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวไหม้ เกิดริ้วรอย และมะเร็งผิวหนัง ฉะนั้น ประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลย์เซีย ผิวของผู้คนในประเทศดังกล่าวจึงมีสีออกเข้ม เพราะมีเม็ดสีมาก  

หากแบ่งความแตกต่างของสีผิวตามหลักทางการแพทย์แล้ว สามารถแยกได้ 6 ชนิด โดยชนิดที่ 1 ถือเป็นผิวที่ขาวที่สุด ชนิดถัดจากนั้น ผิวจะมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ และที่ดำที่สุดคือชนิดที่ 6

พวกที่มีสีผิวชนิดที่ 1 เป็นของคนที่อยู่แถบขั้วโลก พวกเขามีผิวที่ขาวมาก แต่จะสร้างเม็ดสีได้ไม่ค่อยดี ไม่สามารถป้องกันผิวไหม้ได้ ขณะที่ดำที่สุดอย่างชนิดที่ 6 พบในผู้คนแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างชาวนิโกร สำหรับผิวของคนไทยหรือแถบเอเชีย ถือว่าเป็นผิวที่ชนิด 3-5 มีการสร้างเม็ดสีได้ดี ผิวสวย ผิวแข็งแรง ริ้วรอยมาช้า มีเพียงแค่ปัญหาฝ้าเท่านั้นที่เกิดขึ้นได้ง่าย

หากถามว่า ทำไมสาวไทยจึงอยากเปลี่ยนสีผิว ให้ขาวอย่างสาวญี่ปุ่นและเกาหลี? พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ เชื่อว่า น่าจะเป็นเพราะอิทธิพลจากนักแสดงและนักร้องญี่ปุ่น-เกาหลี ประกอบกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งต่างๆ มักพยายามชี้ว่า โอกาสที่ดีเป็นของคนผิวขาวเท่านั้น

ในอดีต เรื่องราวในทำนองนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโรมัน ฝรั่งแถบยุโรป มีความเชื่อว่า ขาวคือความดี ดำคือสิ่งไม่ดี โดยไม่มีตรงกลาง ทั้งยังส่งผลไปถึงเรื่องของสีผิวด้วย ในยุคนั้น คนขาวจะได้รับโอกาสที่ดีทางสังคมทุกด้าน ในทางตรงกันข้าม คนดำกลับถูกมองว่า เป็นทาส เมื่อเป็นเช่นนี้ คนในยุคนั้นจึงพยายามทำผิวให้ขาว

แต่แล้วค่านิยมดังกล่าวก็ค่อยๆ จางลง เมื่อ 'โคโค ชาแนล' ดีไซเนอร์แบรนด์ดังชาวฝรั่งเศส ลุกขึ้นมาปฏิวัติความคิดของผู้คน โดยชี้ว่า คนที่มีผิวขาวจวก ดูซีดเซียว ดูสุขภาพไม่ดี แต่คนที่มีผิวสีแทนต่างหากที่ดูดีกว่า จากนั้น เธอก็ยังนำนางแบบผิวสีมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ มีผลให้ความรู้สึกนึกคิดของคนเปลี่ยนไปและยอมรับคนผิวสีกันมากขึ้น

สู่ยุคปัจจุบัน ขณะที่สาวไทยกำลังคลั่งไคล้สีผิวขาวเกินธรรมชาติของตนเองนั้น ฝรั่งต่างชาติกำลังมองไปในทางลบ เห็นได้จากการตีข่าวของสื่อต่างชาติ มีนัยว่า คนเราขาดการสืบค้นข้อมูล และเชื่อคำกล่าวอ้างสรรพคุณโดยง่าย

อย่างไรก็ตาม ในคนที่อยากขาว ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ แนะให้มีสติก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โดย ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ เตือนให้ตรวจดูส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด ที่ใช้แล้วไม่ก่ออันตรายต้องไม่มีสารต้องห้ามที่จัดว่าเป็นเครื่องสำอางผิดกฎหมาย อันประกอบด้วย ปรอท, ไฮโดรควินโนน, และกรดวิตามินเอ เนื่องจากสารเหล่านี้ใช้แล้วจะเกิดการสะสมในร่างกาย เป็นอันตรายต่อผิว โดยเฉพาะสารปรอท ก่อโรคไต ความจำเสื่อม และแขน-ขาอ่อนแรง

ดังนั้น ก่อนซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ควรตรวจสอบกับองค์การอาหารและยา (อย.) ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ต้องห้ามหรือไม่ และควรติดตามข่าวสาร การประกาศผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง ที่ทางอย.มีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ

เมื่อทราบแล้วว่า เหตุใดคนเราจึงมีสีผิวต่างกัน การที่สาวไทยมิได้มีผิวขาวโอโม่เหมือนสาวญี่ปุ่น-เกาหลี ก็เพราะร่างกายต้องสร้างเม็ดสีขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันรังสียูวีดังที่กล่าว หากรู้เช่นนี้แล้ว เรายังคิดจะทำลายเกราะป้องกันที่สำคัญนี้อีกหรือ?!.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โรค Bechet คืออะไร? และ จะดูแลตัวเองอย่างไร?

โรค Behçet's disease เป็นโรคที่วินิจฉัยเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1937 โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) ชาวตุรกี ชื่อ Hulusi Behcet เรียกว่า Morbus Behçet, หรือ Silk Road disease (โรคถนนผ้าไหม) เป็นโรคระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่างหนึ่ง เป้นโรคที่พบได้น้อยโดยมีอุบัติการณ์น้อยกว่า 1: 100,000 ต่อปี (ประเทศอังกฤษ) สาเหตุที่เรียกว่าโรคถนนผ้าไหมเพราะ เป็นโรคที่พบได้บ่อยตามเส้นทางสายใหม (ในสมัยโบราณ) คือเริ่มตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่น ข้ามประเทศจีน ไปตะวันออกกลาง และ ถึงประเทศตุรกี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20 - 30 ปี

อาการเบื้องต้นของโรค Behçet's disease 
เป็นโรคที่มีการอักเสบเริ้อรัง ของอวัยวะหลายระบบโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการแสดงออกที่สำคัญคือ แผลในปากแบบแผลร้อนใน แผลที่อวัยวะเพศ ดวงตาอักเสบ และความผิดปกติของผิวหนัง อาการต่างๆมักหายได้เอง ยกเว้นที่ดวงตา มักรุนแรง และเรื้อรัง ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ไม่ชัด จนถึงขั้นตาบอด
อาการของระบบอื่นๆที่พบได้น้อย ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร และลำไส้ ระบบประสาท และระบบหลอดเลือด

การวินิจฉัย อาศัยเกณฑ์การวินิจฉัยโดยสมาคมแพทย์โรคข้อประเทศสหรัฐอเมริกา คือประกอบด้วย ประวัติแผลร้อนใน ในปาก เป็นมากกว่า 3 ครั้งต่อปี ร่วมกับ 2 ใน 4 ข้อ ของกลุ่มอาการ แผลที่อวัยวะเพศ ผื่น-ตุ่มที่ผิวหนัง ม่านตาอักเสบหรือหลอดเลือดที่จอประสาทตาอักเสบ และผลผลทดสอบ pathergy test เป็นบวก 

การรักษา โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอวัยวะที่มีการอักเสบ โดยทั่วไปแพทย์มักจะให้ ยา colchicine แก่ผู้ป่วยทุกคน เพราะเป็นยาที่ปลอดภัย ราคาถูก เพื่อช่วยลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ มีการใช้ยา สเตียรอยด์ในโรคที่ขึ้นตา หรือมีหลอดเลือดอักเสบ มีการใช้ยา Azathioprine ยา Cyclosporin กรณีที่โรครุนแรง การพยากรณ์โรค ขึ้นอยู่กับความรุนแรง อวัยวะที่มีการอักเสบ และการตอบสนองต่อยา 

สาเหตุ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ปัจจัยทางพันธุกรรม และการติดเชื้อในร่างกาย
การดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่าเป็น Behçet's disease ไม่ดื่มเหล้า/สูบบุหรี่ ออกกำลังกาย ทานอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ทานของสุกๆดิบๆ ไม่เครียด ทานยาตามที่หมอเจ้าของไข้แนะนำ

ที่มา : โรค Bechet, วิธีการดูแลตัวเอง ของโรค bechet

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำผิวขาวใส ระวังไตเสีย


สาวๆ ที่ชอบทำให้ผิวของตนเองขาวใสเกินจริง ระวังจะเข้าข่ายได้ไม่คุ้มเสีย โดยล่าสุด พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เตือนถึงค่านิยมทำผิวให้ขาวใสเกินจริง อาจส่งผลอันตรายต่ออวัยวะภายในและทำผิวเสียได้

พล.ท.นพ.กฤษฎา บอกว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมมีผิวขาว ซึ่งเห็นได้จากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำผิวขาว ไม่ได้เน้นปรับแค่ผิวหน้าและแขนขาเท่านั้น แต่ยังสร้างกระแสความขาวไปยังผิวบริเวณอื่นๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อศอก หัวเข่า และจุดซ่อนเร้น ซึ่งโดยหลักการแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเลย

เหตุที่ไม่ควรเปลี่ยนสีผิวให้ขาวเกินจริง พล.ท.นพ.กฤษฎา เล่าว่า การที่คนเรามีสีผิวที่ต่างกัน เพราะภายในผิวหนังมีเม็ดสี (เมลานิน) ที่ไม่เหมือนกัน โดยเม็ดสีที่ว่าจะมีหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ทั้งยังช่วยป้องกันผิวไหม้พอง มะเร็งผิวหนัง และไม่ให้ใยคอลลาเจนหรืออีลาสตินถูกทำลาย ผิวหนังที่มีใยคอลลาเจนสมบูรณ์จึงไม่มีริ้วรอย ทว่าฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์ทำผิวขาวมักพยายามกำจัดปริมาณเม็ดสีเพื่อให้ผิวขาวขึ้น จึงถือเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

สำหรับผู้ที่ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ทำผิวขาว รวมถึงยาทารักษาฝ้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น ยาชนิดทา ซึ่งค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ โดยแนะให้ทาบางๆ เพื่อให้การดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น ดีกว่าให้ตัวยาซึมลึกเข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดอันตรายกับอวัยวะในร่างกายได้ นอกจากนี้ ยาทาควรผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรืออย. ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะไต และผิวหนัง ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดรับประทานหรือฉีด เพราะจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ง่ายและเร็วกว่า

เมื่อรู้แล้วว่า การมีสีผิวตามธรรมชาติมีประโยชน์แค่ไหน การเปลี่ยนสีผิวให้ขาวเกินจริงจึงมิใช่เรื่องจำเป็น หากแต่การปกป้องผิวจากแสงแดดแรงร้อนต่างหากคือสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ ควรป้องกันผิวด้วยการทาโลชันกันแดดอย่างสม่ำเสมอ กรณีใช้ที่จะสารช่วยให้ผิวขาว ควรใช้ชั่วคราว เพื่อมุ่งหวังผลเพียงฟื้นฟูสภาพสีผิวของเราให้กลับคืนสู่สภาพเดิมจะเหมาะสมกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ takecareDD@gmail.com

ที่มา : ทำผิวขาวใส ระวังไตเสีย

ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) คืออะไร?

ไขมันไตรกลีเซอไรด์คืออะไร ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายได้มาจากสองทาง ทางหนึ่งคือได้มาจากอาหารไขมันจากสัตว์เช่น เนื้อ หมู ไก่ ที่รับประทานเข้าไปโดยตรง อีกทางหนึ่งคือได้จากการที่ตับสังเคราะห์ขึ้นใช้เองในร่างกายจากวัตถุดิบอันได้แก่ น้ำตาล แป้ง และแอลกอฮอล์ ผู้ที่กินจุ กินอาหารที่มีไขมันสูง กินอาหารหวานหรือขนมหวานมาก ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อ้วน หรือขาดการออกกำลังกาย มักพบว่ามีไตรกลีเซอไรด์สูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกัน แต่วงการแพทย์ยังไม่ทราบว่ามันเป็นปัจจัยเสี่ยงเพราะตัวมันเอง หรือเพราะมันสัมพันธ์ผกผันกับเอ็ชดีแอล (คือเมื่อเอ็ชดีแอลในร่างกายต่ำ มักจะพบว่าไตรกลีเซอไรด์สูงเสมอ)

ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์เท่าไรจึงเรียกว่าสูง
โครงการศึกษาโคเลสเตอรอล แห่งชาติอเมริกัน (NCEP) กำหนดมาตรฐานระดับของไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดดังนี้มัน
< 150 mg/dlถือว่าพอดี (optimal)
150-199ถือว่าสูงคาบเส้น (borderline high)
200-499ถือว่าสูง (high)
>500ถือว่าสูงมาก (very high)
จะลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายได้อย่างไร? การลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย ทำได้โดย
  1. ลดอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่นน้ำตาล แป้ง เพราะอาหารในกลุ่มนี้หากเหลือใช้ จะถูกอินสุลินเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ 
  2. ออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตไม่ให้เหลือใช้ ซึ่งท่านสามารถอ่านรายละเอียดเรื่องการออกกำลังกายชนิดต่างๆได้จาก เอกสารแนะนำ 6: การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต 
  3. รับประทานไขมันโอเมก้า 3 ให้มาก ไขมันโอเมก้า 3 มีสามตัว ตัวแรกเรียกว่ากรดอัลฟาไลโนเลอิก (ALA) พบมากในน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันพืชอื่นบางชนิด ตัวที่สองเรียกว่า กรดไอโคสะเปนเตโนอิก (EPA) และตัวที่สามเรียกว่ากรดโดโคซาเฮกเซโนอิก (DHA) ทั้งสองตัวหลังนี้พบมากในน้ำมันปลาทุกชนิด โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำเย็น จึงแนะนำให้รับประทานปลาให้มาก หรือในกรณีที่ไม่ชอบรับประทานปลา แนะนำให้รับประทานน้ำมันปลาชนิดโอเมก้า 3 ซึ่งมีบรรจุเป็นแคปซูลขาย 
  4. เพิ่มอาหารเส้นใยชนิดละลายได้ อาหารกาก หรืออาหารเส้นใย (fiber) แบ่งออกเป็นสองชนิดคือชนิดไม่ละลาย (insoluble) เช่นพืชผักต่างๆ กับชนิดละลายได้ (soluble) ซึ่งได้จากธัญพืชทั้งเมล็ด หรือจากส่วนเคลือบรอบนอกเมล็ดของธัญพืชแบบไม่ขัดสี (whole grain) เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง โอ๊ต แบรนด์ ข้าวสาลีแบบโฮลวีท งานวิจัยในอาสาสมัครพบว่าเส้นใยชนิดละลายได้นี้ ช่วยลดไขมัน LDL ลดไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มไขมัน HDL 
  5. เลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้ตับต้องลดการเผาผลาญไขมันเพื่อใช้พื้นที่ของตับมาสลายพิษของแอลกอฮอล์แล้วในตัวเครื่องดื่มเอง ยังมีคาร์โบไฮเดรทซึ่งเป็นวัตถุดิบให้นำมาเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้ 
  6. รับประทานยาในกลุ่มไฟเบรท (fibrates) ซึ่งลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งการรักษาและการดูแลของแพทย์ เพราะยานี้ก็เหมือนยาลดไขมันตัวอื่น ที่มีฤทธิ์ข้างเคียงและมีผลเสียต่อร่างกายในด้านอื่นด้วย
ที่มา : สันต์ ใจยอดศิลป์. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride). Health.Co.Th Journal 2010:2:7-7.

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

10 วิธีการทำลายสมอง

สมอง เป็น อวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เปรียบประดุจศูนย์บัญชาการการทำงานของร่างกาย การรู้จักบำรุงดูแลรักษาสมองให้ปฏิบัติงานได้ดี จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งเรากลับมีพฤติกรรม ที่ทำร้ายสมองของตัวเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ลองมาดูกันว่าอะไรบ้างที่เป็นพฤติกรรมทำร้ายสมอง
  1. ไม่ทานอาหารเช้า นอกจากทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดต่ำแล้ว ยังเป็นเหตุให้สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
  2. กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
  3. สูบบุหรี่ เป็นสา-เหตุให้สมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์
  4. ทานของหวานมากเกินไป ของหวานจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีน และ สารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
  5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมล-ภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
  6. การอดนอน ถ้าอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
  7. นอนคลุมโปง การนอนแบบนี้จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองไปในตัว
  8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะกำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
  9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
  10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
นิสัยทำร้ายสมองทั้งสิบอย่างนี้คัดมาฝากกันจาก “ต้นคิด” จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เพื่อจะได้ช่วยกันหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสมองของตัวเอง.


.

.