เมื่อปัญหาของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายคุกคามคุณ (เช่น : โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, คลอเรสเตอรอลสูง, ความดันสูง, โรคไขมันเกาะตับ, โรคไขมันเกาะไต, ไขมันในหลอดเลือดสูง, โรคตับ, ตับอักเสบ, ไตอักเสบ, โรคหอบหืด, โรคลมชัก, โรค SLE, โรคไขข้อ, โรค Bechet, โรคผิวหนังอักเสบแพ้ง่าย, โรคไขข้อ, วัยทอง, ปวดประจำเดือน, มีถุงน้ำที่เต้านม รังไข่, มีบุตรยาก, อ้วน, โรคไทยรอยด์, อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า, ต่อมลูกหมากโต, โรคเบาหวาน, เอดส์ (AIDS) หรือ HIV, โรคพุ่มพวง หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง, อัมพาต อัมพฤกษ์, โรคเก๊า, โรคสะเก็ดเงิน, โรคเรื้อนกวาง, โรคภูมิแพ้, Sex เสื่อม, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ) เรามีคำตอบให้คุณ ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถอยู่กับโรคเหล่านี้ได้อย่ามีความสุข

Note:
อาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค อาหารเสริมเพียงช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุข และ มีสุขภาพแข็งแรง

.

.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Antioxidant แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Antioxidant แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

แคลซิมอร์ (CalciMor) คืออะไร

แคลซิมอร์ (CalciMor) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ครบถ้วนด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ซึ่งได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี วิตามินเค ทองแดง ซิลิคอนและสังกะสี

ประโยชน์ที่ได้รับ
ให้สารอาหารที่จำเป็นสำหรับเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

ส่วนประกอบ
  • วิตามิน ดี
  • วิตามิน เค
  • แคลเซียมซิเตรต
  • ไตรแคลเซียมฟอสเฟต
  • แมกนีเซียม ออกไซด์
  • แมกนีเซียม ซิเตรต
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • ซิลิคอน
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • ขนาดเล็ก ทานง่าย ดูดซึมได้สมบูรณ์
  • แคลเซียม 2 รูป (ซิเตรท, ฟอทเฟต) ดูดซึมง่ายกว่าทั่วไป (คาร์บอเนต)
  • มีวิตามิน และ แร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อกระดูกครบถ้วน
    • วิตามิน ดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
    • แมกนีเซียมในสัดส่วนที่เหมาะสม (แคลเซียม : แมกนีเซียม = 2 : 1)
    • วิตามินเค สังกะสี ทองแดง ซิลิกอน ฟอสฟอรัส
  • ไม่มีน้ำตาล แลคโตส เกลือโซเดียม ก๊าซ สารจากข้าวสาลี หรือ นม จึงปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการแพ้
  • แตกตัวได้สมบูรณ์ในเวลา 45 นาทีในภาวะจำลองของกระเพาะอาหารตามมาตรฐานยา
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • บำรุงกระดูกให้แข็งแรง ลดภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะในวัยทอง และ ผู้ใช้ยาสเตียรอยด์
  • ผลดีอื่นๆ เช่น แคลเซียม และ วิตามินดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันน้ำหนักเพิ่มขึ้น จำเป็นต่อกล้ามเนื้อ สารสื่อประสาท การแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดตะคริว

โคคิวเท็น (CoQ10) คืออะไร?


โคเอ็นไซม์คิวเทน (CoQ10) ที่ผ่านขบวนการผลิตเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะ เพื่อให้ส่งผ่านโคเอ็นไซม์คิวเทนเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลิตภัณฑ์โคเอ็นไซม์คิว 10 ที่ดีเลือกอย่างไร?
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ที่มีขั้นตอนการบรรจุ ที่ใช้เทคโนโลยีการบรรจุในแคปซูล (Encapsulation Technology) เพื่อที่จะห่อหุ้มโมเลกุล ของโคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ในวงแหวนของโมเลกุลคาร์โบไฮเดรต ทำให้การกระจายตัวของโคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ในลำไส้ดีขึ้น รวมทั้งการดูดซึมของสารอาหารสำคัญเข้าสู่ร่างกายดีขึ้นด้วย

โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ช่วยในเรื่องของการผลิตพลังงาน ระดับเซลล์เพื่อส่งเสริมการทำงานของอวัยวะ ต่าง ๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะที่ต้องทำงานหนักได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจ
โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) พบได้ในบริเวณเยื่อหุ้มเซลทั้งหมด นิวเคลียส และ ไมโตครอนเดรียของเซลล์ ระดับของโคเอ็นไซม์คิวเท็น จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดเมื่ออายุ 20 ปี หลังจากนั้นก็จะลดลงตามจำนวนอายุที่เพิ่มขึ้น
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • ใช้นาโนเทคโนโลยี ทำให้มีความคงตัวสูง
  • ละลายน้ำ และ ดูดซึมดีกว่ารูปทั่วไป 5 - 10 เท่า (ในท้องตลาดโคคิวเท็น (CoQ10) ละลายในน้ำมัน)
  • 29 มก. ของโคคิวเท็น จึงอาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ 150 - 300 มก. ของรูปแบบทั่วไป
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • ให้พลังงานกับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • มีผลดีต่อการลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
  • ช่วยให้หัวใจบีบตัวดีขึ้น มีผลดีต่อโรคหัวใจ และ ช่วยลดความดันโลหิต
  • ปกป้องผิวจากริ้วรอย และ แสงแดด
  • มีผลดีต่อสมอง และ ภาวะความผิดปรกติของสมอง เช่น อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน ความจำเสื่อม เป็นต้น
  • บำรุงสุขภาพฟันและเหงือก

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

คอร์ดีแม็กซ์ ซีเอส - 4 (CordyMax CS-4) คืออะไร?

คอร์ดีแม็กซ์ซีเอส - 4 (CordyMaxCS-4) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ จากเห็ดคอร์ดีเซพ ไซเนนซิส ที่ชาวจีนรู้จักกันดีในชื่อ จิ้น ชุย เปา หรือ ถั่งเช่า ตามธรรมชาติ จะพบได้บนเทือกเขาสูงที่มีอากาศหนาวจัด ต้องใช้เวลา 5 - 7 ปีกว่าจะโตเต็มที่ สามารถนำมารับประทานได้ ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน และ มหาวิทยาลัยในประเทศจีนค้นคว้าเพื่อหาสายพันธุ์เชื้อรา ที่เหมาะสมในการบ่มเพาะเห็ดคอร์ดีเซพ จากการศึกษา 15 ปีจากกว่า 200 สายพันธุ์ จนค้นพบเชื้อราสายพันธุ์ ซีเอส - 4 ที่ใช้เพาะเห็ดคอร์ดีเซพ ไซเนนซิสที่มีคุณสมบัติเหมือนเห็ด ที่เกิดเองตามธรรมชาติ ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ได้รับสิทธิบัตรจากรัฐบาลจีนให้มีสิทธิ์จำหน่าย คอร์ดีเซพ ไซเนนซิส ซีเอส - 4 นอกประเทศจีนเพียงผู้เดียว

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • CS-4 เป็นสายพันธุ์ ของเห็ดถั่งเช่าที่ดีที่สุด (ใกล้เคียงธรรมชาติ ให้สารสำคัญสูงสุด) คัดเลือกมาจากกว่า 200 สายพันธุ์ วิจัยร่วมกันระหว่าง รัฐบาลจีน และ สถาบันฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) นานกว่า 15 ปี
  • ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ได้รับเอกสิทธิ์ในการจำหน่าย จากประเทศจีนเพียงผู้เดียว
  • สารสำคัญสูงสุดตามเกณฑ์สากล (อะดีโนซีน > 0.14% และ แมนนิทอล > 5%)
  • เพาะปลูกโดยปราศจากสารปนเปื้อน เก็บเกี่ยวช่วงอายุ 5 - 7 ปี (โตเต็มที่)
  • มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ผลิตภัณฑ์
  • รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากรัฐบาลได้หวัน
  • อยู่ในตำรายา PDR (Physicians' Desk Reference)
  • เห็นถั่งเช่า เป็นสมุนไพรที่สงวนให้สำหรับจักรพรรดิ์จีนในสมัยโบราน มีมูลค่าแพงกว่าทองคำ

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • บำรุงไต มีผลดีต่อภาวะไตอักเสบ และ โรคไตวายเรื้อรัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด มีผลดีต่อภาวะหลอดลมอักเสบ และ โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังจากการสูบบุหรี่
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดแข็งตัว และ อุดตัน
  • มีผลดีต่อการลดระดับน้ำตาล และ ไขมันในเลือด
  • ช่วยปรับสมดุลต่อภาวะฮอร์โมนเพศหญิงที่ผิดปรกติ ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
  • ส่งเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
  • มีผลต่อการทำงานของตับ
  • ช่วยลดความเมื่อยล้า ปวดเมื่อย ภาวะนอนหลับยาก

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

ทีกรีน97 (Tegreen97) คืออะไร?


ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากชาเขียวจากแหล่งใบชาเขียวที่ดีที่สุดในมณฑลเจ๋อเจียง ประเทศจีน ใช้วิธีการเก็บและสกัดที่เฉพาะเพื่อให้ได้สารสำคัญ-โพลีฟีนอลในปริมาณสูง ที่สุดถึง 97% และปราศจากคาเฟอีน
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
  1. เสริมการทำงานของระบบต่อต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย 
  2. ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์และสารพันธุกรรมของเซลล์ จากการทำลายของอนุมูลอิสระ
ส่วนประกอบสำคัญ 
  • ชาเขียวสกัด 250 มิลลิกรัม ( โพลีฟีนอล 97%)
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • คัดเลือกจากแหล่งชาอันดับหนึ่งของจีน ที่มณฑลเจ้อเจียง
  • สารสำคัญ "โพลีฟีนอล" สูงที่สุด 97% (ผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดสกัดได้เพียง 50 - 65%)
  • ปราศจากคาเฟอีน จึงดีต่อสุขภาพ ต่างจากชาชงทั่วไป
  • ใน 1 แคปซูล ให้สารสำคัญเท่ากับชาเขียว 7 ถ้วย
  • มีการศึกษาทางคลินิก โดยใช้ผลิตภัณฑ์ (รวมถึงฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็ง)
  • รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากรัฐบาลใต้หวัน อยู่ในตำรา PDR (Physicians' Desk Referance)
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • ต่อต้านการเกิด และ ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
  • ส่งเสริมสุขภาพระบบภูมิคุ้มกัน
  • ปกป้อง และ ส่งเสริมการทำงานของเซลล์ตับในการกำจัดสารพิษ
  • ส่งเสริมการเผาผลาญน้ำตาล และ ไขมันจากหลอดเลือด
  • ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
  • บำรุงสุขภาพผิว ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน และ อิลาสติน
  • มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง (สูงกว่า วิตามิน E 25 เท่า, วิตามิน C 100 เท่า)
  • ส่งเสริมความจำ และ การทำงานของสมอง
  • ส่งเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย มีผลดีในการควบคุมน้ำหนัก
  • อื่นๆ เช่น่ ทำลายสารพิษในลำใส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ส่งเสริมสุขภาพฟัน และ เหงือก เป็นต้น

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

มารีน โอเมก้า (Marine Omega) คืออะไร?

มารีนโอเมก้า (Marine Omega) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาและน้ำมันคริลล์ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า – 3 ช่วยให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างสมดุล
คริลล์ (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Euphasia pacifica) เป็นสัตว์ทะเลรูปร่างคล้ายกุ้ง พบในมหาสมุทรแถบฝั่งตะวันตกของเกาะแวนคูเวอร์ แถบรัสเซีย แถบยูเครน แถบแอนตาร์คติกา และญี่ปุ่น น้ำมันคริลล์มีความโดดเด่นของส่วนประกอบที่มีอีพีเอและดีเอชเอในสัดส่วนสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามิน เอ อี และแอสทาแซนธิน รวมทั้งมีน้ำมันโอเมก้า – 3 และโอเมก้า – 9 (กรด โอเลอิค) สัดส่วนของโอเมก้า – 3 ต่อโอเมก้า – 6 ที่ได้จากน้ำมันคริลล์มีสัดส่วนที่สูงคือ 15:1 และยังมีสารฟลาโวนอยด์, แคโรทีนอยด์ ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมุลอิสระที่ประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามิน อีถึง 550 เท่า
ประโยชน์ต่อสุขภาพ 
  1. เพื่อการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานที่ปกติ 
  2. ลดการเกิดการอักเสบ 
  3. ส่งเสริมสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด 
  4. ส่งเสริมการทำงานของสมองและสุขภาพของสมอง 
  5. ส่งเสริมการทำงานการเคลื่อนไหวของข้อ 
  6. ส่งเสริมสุขภาพของผิวหนัง
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • น้ำมันปลาคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยการเพิ่มน้ำมันคริลล์
  • อยู่ในตำรายา PDR (Physicians' Desk Reference)
  • ให้โอเมก้า - 3 โดยมี EPA : DHA = 3 : 2  (อัตราส่วนเหมาะสม)
  • ปลาทะเลน้ำลึกคุณภาพ 4 ชนิด ปราศจากโลหะหนัก และ สารปนเปื้อน
  • เลมอนออยล์ ช่วยดับกลิ่นคาวของน้ำมันปลา
  • น้ำมันคริลล์
    • สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพมากกว่าวิตามิน อี 550 เท่า (แอสต้าแซนทีน และ ฟลาโวนอยด์)
    • สารสำคัญช่วยปกป้องเซลล์ บำรุงระบบประสาทและสมอง (ฟอสโฟไลปิคสูง)
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับไขมันตัวดี (HDL)
  • ช่วยลดการอักเสบของทุกเนื้อเยื่อในร่างกาย (ลดไฟอักเสบ) บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  • ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง และ เยื่อบุตา
  • ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือดได้กว่า 90%
  • ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • บำรุงเซลล์สมอง ความจำ และ ระบบประสาท
  • สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันคริลล์ ช่วยต่อต้านความเสื่อมชราของทุกอวัยวะจากการทำลาย ของอนุมูลอิสระ

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ออพติมา โอเมก้า (Optima Omega) คืออะไร?


ออพติมา โอเมก้า (Optima Omega) เป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า - 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ อีพีเอ และดีเอชเอ ที่ได้จากปลาทะเลน้ำลึก 4 ชนิด ( ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, ปลาแมคเคอเรล,ปลาแอนโชวี) ช่วยให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า - 3 อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกระเทียมสกัด

ประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • เสริมกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า - 3 เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3อย่างเพียงพอและสมดุล
ส่วนประกอบสำคัญ
  • น้ำมันปลา ( อีพีเอ 150 มิลลิกรัม,ดีเอชเอ 100 มิลลิกรัม) 
  • กระเทียมสกัด 
  • วิตามิน อี
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • น้ำมันปลาคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยการเพิ่มสารสกัดจากกระเทียม
  • ให้โอเมก้า - 3 โดยมี EPA : DHA =3 : 2 (อัตราส่วนที่เหมาะสม)
  • ปลาทะเลน้ำลึกคุณภาพ 4 ชนิดปราศจากโลหะหนัก และ สารปนเปื้อน
  • เลมอนออยล์ ช่วยดับกลิ่นคาวของน้ำมันปลา
  • รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากรัฐบาลไต้หวัน
  • น้ำมันกระเทียม
"มีผลดีในการลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน"

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับไขมันตัวดี (HDL)
  • ช่วยลดการอักเสบของทุกเนื้อเยื่อในร่างกาย (ลดไฟอักเสบ) บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  • ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง และ เยื่อบุตา
  • ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือดได้มากกว่า 90%
  • ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • บำรุงเซลล์สมอง ความจำ และ ระบบประสาท
  • น้ำมันกระเทียมยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อโรค และ การกลายพันธุ์ของเซลล์

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สารลูทีน (Lutein) คืออะไร?

สารลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีสี ในตระกูลแคโรทีนอยด์ เป็นสารที่พบบริเวณตา ลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์สีเหลือง ซึ่งมีส่วนอย่างมาก ในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ ลูทีนพบได้ทั่วไปในผักใบเขียว ข้าวโพด และ ไข่แดง และมีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตา โดยที่ ลูทีนจะฉาบบนผิวของเรตินา (Retina) บริเวณจุดรับภาพของลูกตา (macula) ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในจอประสาทตา เพราะเป็นจุดที่รูปภาพและแสงสว่าง ส่วนมากจะมาตกบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่จอตารับภาพได้ชัดเจนที่สุด ลูทีนจะช่วยในการดูดซับ แสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็น และช่วยปกป้องการทำลาย ของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินาจากการศึกษา พบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้
*ดังนั้นพอจะพูดได้ว่า สารลูทีนจะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ในการป้องกันเยื่อแก้วตา (retina)
หน้าที่ของ Lutein
  1. Lutein ทำหน้าที่ช่วยให้มองภาพได้คมชัด และเห็นรายละเอียดของภาพดีขึ้น
  2. Lutein มีรายงานถึงผลการวิจัยที่ชัดเจนมากมาย สามรถลดอุบัติการณ์ โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง
  3. Lutein ลดความเสี่ยง ในการเป็นโรค จุดรับภาพเสื่อม (Age - Related Mascular Degeneration หรือ AMD)
  4. Lutein ลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งเต้านมในสตรี กลุ่มที่มีความเสี่ยง
  5. Lutein ลดกลไกการเกิด Plague ในผนักเส้นเลือด ทำให้ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดตีบในสมอง
การรับประทานลูทีน ในปริมาณที่สูง จะมีอัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43% สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีน และ ซีซานทีน ในอัตราสูง จะช่วยลดความเสี่ยง ของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้

จากประสิทธิภาพของลูทีน ที่ช่วยชะลออาการจอประสาทตาเสื่อม ของผู้ใหญ่ จึงมีการศึกษาประโยชน์ของลูทีน ที่มีต่อการปกป้องจอประสาทตา ของทารก และ เด็ก เล็ก เพิ่มมากขึ้น

จากการศึกษาคนไข้จำนวน 421 คน แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับลูทีนและซีซานทีนในระดับสูงที่สุด จะมีส่วนสำคัญ ต่อการลดระดับอัตราเสี่ยงของความเสื่อม ของตาตามอายุได้

จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุด จะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผัก แล ะผลไม้และสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูง จะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่า มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า Lutein ประโยชน์ดังนี้
  1. ช่วยให้ตาแข็งแรง ป้องกันประสาทตาเสื่อม
  2. เพิ่มความแข็งแกร่ง ให้กับผนังหลอดเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอย
  3. เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้าง สุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
  4. ช่วยเสริมสร้างการมองเห็น โดยช่วยป้องกันการเสื่อมของ Mascular ที่จุดเล็กๆ ตรงกลางของที่รับแสงในตา (Retina) อันเป็นส่วนสำคัญของ Main pigment (สี) ในฉากรับแสงของตา จะช่วยป้องกันมิให้แสงอาทิตย์ทำลายเรตินา
  5. ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม AMD (Age - Related Mascular Degeneration)
  6. ช่วยป้องกันและลดอาการของโรคต้อกระจก (Cataracts)
  7. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
  8. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ทำลายเซลล์ตา ทำให้เซลล์แข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของตา
  9. ช่วยบำรุงระบบการไหลเวียนของเลือด และเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงตา
  10. เพิ่มสมรรถภาพในการมองเห็นได้ดีในที่มืด
  11. ช่วยแก้สายตาที่ไม่ดีและโรคเกี่ยวกับตา
ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญในการปกป้องจอประสาทตา โดยลูทีน จะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอ และ เอเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริม สร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นหลอดไฟ ส่วนลูทีน จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสารเคลือบหลอดไฟ ไม่ให้เสื่อมเร็ว และนอกจากลูทีนจะพบมากในดวงตาของคนเราแล้ว ยังพบได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นถึงร้อยละ 66 จึงเชื่อว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพ และ ส่งต่อไปยังสมองได้ดีขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สารอาหารลูทีนนี้ ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถสังเคราะห์สารลูทีนขึ้นมาใช้เองได้ จะต้องกินเข้าไปเท่านั้น โดยพบมากในน้ำนมแม่ เด็กแรกเกิดที่ได้กินนมแม่นั้นจะได้รับลูทีน ผ่านทางน้ำนมโดยตรง หากไม่ได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาอย่างเพียงพอ

ดังนั้น การดูแลปกป้องดวงตา และเอาใจใส่เรื่องการกินอาหาร จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็น มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีพัฒนาการทางสายตาที่สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 1 ขวบ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ริชิเอ็มเอ็กซ์ (ReishiMx) คืออะไร?



  1. รายละเอียดทั่วไป
    ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
    • ประกอบด้วยตัวเห็ด และ สปอร์เห็ด ที่ให้สารสำคัญสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
    • สปอร์เห็ดแตก 100% ด้วยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะ
    • เพาะบนขอนไม้ที่เลียนแบบธรรมชาติ จึงปราศจากสารปนเปื้อน
    • กระบวนการสกัดลิขสิทธิ์ ช่วยให้สกัดได้สารสำคัญคงอยู่ในปริมาณสูง
    • ละลายน้ำ และ ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
    • มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ผลิตภัณฑ์ มากกว่า 10 ฉบับ (รวมถึงฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็ง)
    • รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากรัฐบาลไต้หวัน
    • อยู่ในตำรายา PDR (Physicians' Desk Reference)
    สารสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่สกัดได้จากเห็ดหลินจือได้แก่
    • โพลีแซคคาไรด์ : เห็ดหลินจือให้สารโพลีแซคคาไรด์ที่หลากหลายทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพต่างๆกัน
    • ไตรเทอร์ปีน : มีฤทธิ์ช่วยปกป้องตับซึ่งในเห็นหลินจือมีไตรเทอร์ปีนอยู่มากกว่า 200 ชนิด
    • นิวคลีโอไซด์ : มีอะดีโนซีนช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด
    • สารประกอบอื่นๆ : มีวิตามิน เกลือแร่ และ กรดอะมีโน ซึ่งกรดอะมีโนที่ได้นั้น ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้
  2. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
    • ต่อต้านเซลล์มะเร็ง โดยยับยั้งการก่อตัว การแบ่งตัว และ การลุกลามของเซล์มะเร็ง
    • กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน
    • ปกป้องและฟื้นฟูตับและไต
    • มีผลดีต่อโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่นโรคข้อรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคหืด และ ภูมิแพ้เป็นต้น
    • รักษาระดับน้ำตาลในเลือด รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ
    • ส่งเสริมพลังงานของร่างกาย ลดความอ่อนเพลีย บำรุงสุขภาพโดยรวมที่ดี
    • บรรเทาอาการนอนไม่หลับ อาการปวดหัว ไมเกรน
    • มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
    • อื่นๆ เช่น มีผลดีต่อภาวะชัก โรคกระเพาะอาหาร ท้องผูก ริดสีดวงทวาร รอบเดือนผิดปรกติ เป็นต้น
  3. กระบวนการสกัดของ นูสกิน ที่แตกต่าง
    บริษัทฟาร์มาเน็กใช้วิธีสกัดสารสำคัญจากสปอร์ของเห็ดหลินจือ เพราะสปอร์ของเห็ดหลินจือ เป็นแหล่งที่มีสารโพลีแซคคาไรด์ และ ไตรเทอร์ปี อยู่มากที่สุด สารโพลีแซคคาไรด์ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับไข่ และ มีเปลือกแข็งมาก ซึ่งทำให้การสกัดสารโพลีแซคคาไรด์ และ ไตรเทอร์ปีน ทำได้ยาก
    บริษัท ฟาร์มาเน็ก ได้ใช้วิธีการสกัดหลายขั้นตอน เพื่อให้สารสำคัญที่ได้มีความเข้มข้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่สารสกัดที่ได้จากเห็นหลินจือ นั้น จะสกัดเพียงครั้งเดียว ทำให้ได้สารสำคัญที่น้อย บางครั้งไม่สามารถสกัดไตรเทอร์ปีนได้ นอกจากนี้ ฟาร์มาเน็ก ยังได้ใช้ เทคโนโลยีเฉพาะของบริษัท ในการทำให้เปลือกของสปอร์แตกออก ทำให้สกัดสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ความปลอดภัยของผลิตภัณธ์ ซึ่ง ฟาร์มาเน็กซ์ใช้มาตรฐาน 6S ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    • การคัดเลือก (Selection) : พืชสมุนไพรที่ฟาร์มาเน็กซ์เลือกใช้ จะต้องผ่านการตรวจสอบในด้านเป็นของแท้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ และ มีความปลอดภัยในการใช้
    • การหาแหล่งวัตถุดิบ (Sourcing) : นักวิทยาศาสตร์ของฟาร์มาเน็กซ์ จะต้องตรวจสอบหาแหล่งของพืช รวมถึงพิจารณาคุณภาพของวัตถุดิบ แล้วทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ซึ่งจะทดสอบพืชดังกล่าว ณ สถานที่ที่ได้คัดเลือกไว้
    • การวิเคราะห์ทางโครงสร้างสารประกอบ (Structure) : ฟาร์มาเน็กซ์ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย และ สถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และ จีน ทำการวิเคราะห์หาโครงสร้าง ของสารประกอบธรรมชาติที่มีอยู่ในพืชที่คัดเลือกไว้ และ วิเคราะห์หาโครงสร้างของสารประกอบหลักที่ออกฤทธิ์ของพืชอย่างละเอียดถี่ถ้วน
    • การเข้มงวดด้านมาตรฐานของการผลิต (Standardization) : ฟาร์มาเน็กซ์คิดค้นขบวนการในการทำให้สารสำคัญเกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้การควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวด และ พัฒนาขบวนการที่ช่วยเพิ่มความถูกต้องและ สามารถรับรองได้ว่าแต่ละผลิตภัณฑ์ ของฟาร์มาเน็กซ์ นั้นมีประสิทธิภาพจริง
    • ความปลอดภัยในการบริโภค (Safety) : ฟาร์มาเน็กซ์ เป็นผู้นำในด้านการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อรับรองถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น โดยมีการตรวจสอบหาเชื้อ (Microbial Test) สารเคมี (Chemical) สารพิษ (Toxin) และ โลหะหนัก ที่มีอยู่ในแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ และ ความปลอดภัยสูงสุดจากผลิตภัณฑ์ของฟาร์มาเน็กซ์
    • มีหลักฐานและผลการศึกษาทางคลีนิคสนับสนุน (Substantiation) : ฟาร์มาเน็กซ์พัฒนาทุกผลิตภัณฑ์ บนพื้นฐานของข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และ การศึกษาทางคลินิก รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอย่างจริงจัง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้ได้รับการยอมรับ และ ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างๆเสมอ

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไลโคปีน (Lycopene) คืออะไร?

ไลโคปีน (Lycopene) คือ แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ ของสีแดงของมะเขือเทศ และแตงโม ที่มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ยาวกว่าแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆทำให้ ไลโคปีน เป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูล อิสระซึ่งจะช่วยลดความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า ปริมาณไลโคปีนในร่างกายจะลดลงเมื่อ อายุมากขึ้น และพบว่าปริมาณสารไลโคปีนในร่างกาย มีความสัมพันธ์แบบผกผัน กับอัตราการเกิด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยที่มีปริมาณสารไลโคปีนในร่างกายต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง ต่อมลูกหมากเพิ่มขี้น
*ไลโคปีนช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก
ไลโคปีน มีมากในมะเขือเทศ จากการทดสอบ โดยให้ ผู้เข้ารับการทดสอบรับประทานมะเขือเทศ ในปริมาณสูงที่สุด 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า เมื่อเปรียบ เทียบกับผู้ที่รับประทานน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์

การรับประทานมะเขือเทศในอัตราสูง จะช่วยลดอัตราการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ทุกประเภท ได้ถึง 35% และลดความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 53%

สารสกัดจากมะเขือเทศ ที่ประกอบด้วยไลโคปีน 30 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดการเจริญเติบโต ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ ภายหลังจากการรักษา โรคมาแล้ว 3 สัปดาห์

ความสำคัญของไลโคปีน
ไลโคปีน อาจจะมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งปากมดลูก โดยจะลดการเกิดเนื้องอก และยับยั้งการพัฒนา วงจรชีวิตของเซลล์ในช่วงต้น ของการเกิดเซลล์มะเร็ง (ระยะ G1) ไลโคปีนอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

บุคคลที่มีสารสกัดพลาสมาไลโคปีน ที่สูงที่สุดจะมี เปอร์เซ็นต์ของการเกิดการหนาตัว ของหลอดเลือด IMT (intima-mediated thickness) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ระยะเริ่มต้นได้ต่ำสุด ถึง 90%

ดังนั้น การได้รับไลโคปีนในปริมาณที่สูงอาจช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

การรับประทานไลโคปีน สามารถลดอัตราเสี่ยงของการ เป็นกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันต่ำกว่า 60%

สำหรับบุคคลที่ มีสารสกัดไลโคปีนสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ ผู้ที่มีสารสกัดไลโคปีนต่ำสุด ไลโคปีนอาจจะลดความรุนแรง ของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์

บุคคลที่รับประทานมะเขือเทศบด 40 กรัมต่อวัน ได้รับสารไลโคปีน 16 กรัมต่อวัน จะมีอัตราของอาการ เผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ลดลง 40% หลัง จากรับประทานมะเขือเทศติดต่อกันนาน 10 สัปดาห์

กลูต้าไธโอน (Glutathione) คืออะไร? สำคัญอย่างไร?


สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่เซลล์ในร่างกายเรา สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วน โดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับ ในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น ตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอน จะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด สารพิษจำพวกโลหะหนักหรือสารกำจัดแมลง สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายได้โดยการทำงานของกลูตาไธโอนร่วมกับตับ

กลูต้าไธโอน (Glutathione) ยังมีหน้าที่สำคัญอีกมากมายในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

กลูต้าไธโอน (Glutathione) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ
  1. Detoxification : กลูต้าไธโอน (Glutathione) ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกาย โดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ
  2. Antioxidant : กลูต้าไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
  3. Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิด เพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin
โดยสรุปสารกลูต้าไธโอน (Glutathione) จึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ที่มีกำลังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ วิตามินซีหรือวิตามินอี เมื่ออายุคนเรามากขึ้นปริมาณ กลูต้าไธโอน (Glutathione) ในร่างกายจะลดน้อยลง มีผลทำให้เซลล์และอวัยวะทุกส่วนเสื่อมโทรมลง ในทางตรงกันข้าม นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีอายุยืนยาว และมีสุขภาพแข็งแรง มักจะตรวจพบสารกลูตาไธโอนปริมาณสูงในกระแสเลือด

การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากสารกลูต้าไธโอน (Glutathione)

กลูต้าไธโอน (Glutathione) มีการนำมาใช้เป็นยารักษาโรค เกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยามามากกว่า 30 ปี การรักษามักจะให้โดยการฉีดเข้าเส้น หรือเข้าที่กล้ามเนื้อ อาการข้างเคียงของยาดังกล่าวตอนนี้ยังไม่พบ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า สารกลูตาไธโอนมีผลข้างเคียง ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนัง เปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำ เป็นเม็ดสีชมพูขาว ผลข้างเคียงนี้จึงทำให้มีการแตกตื่น และนำกลูต้าไธโอนมาเตรียมเป็นยาเม็ด เพื่อใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู

ยาเม็ดกลูต้าไธโอน (Glutathione) ได้ผลจริงหรือ ?


ในวงการของอาหารเสริม มีการนำสารกลูต้าไธโอน (Glutathione) มาทำเป็นยาเม็ดในขนาดความแรงต่างๆ กัน เพื่อใช้ในการรับประทานเป็นอาหารเสริม โดยหวังผลว่า จะสามารถเสริม และทดแทนปริมาณกลูต้าไธโอน (Glutathione) ที่ร่างกายมีไม่พอหรือบกพร่องไป อันเนื่องมาจากสาเหตุของโรคต่างๆ

จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า สารกลูต้าไธโอน (Glutathione) จะไม่สามารถถูกดูดซึม จากกระเพาะอาหารได้ เพราะจะถูกย่อยสลาย และขับออกทางลำไส้ ดังนั้นการรับประทานยาเม็ดกลูต้าไธโอน (Glutathione) จึงไม่ได้รับประโยชน์เลย ไม่ว่าจะกินครั้งละหลายๆ เม็ดหรือในขนาดที่สูงมากๆ ก็ตาม

กลูต้าไธโอนช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ ของการใช้ยากลูต้าไธโอน (Glutathione) คือ การยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง รวมทั้งการเปลี่ยนเม็ดสี ที่สร้างขึ้นจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว จึงมีการคิดนำเอาสารชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารเสริมโดยหวังว่า จะสามารถเสริม และเพิ่มความเข้มข้นของกลูต้าไธโอน ในกระแสเลือดให้มากๆ เพื่อหวังผลให้ผิวหน้าขาวอมชมพู แต่ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมนั้น ทานมากเท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผล เพราะสารชนิดนี้จะถูกย่อยสลาย และกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ถูกดูดซึม แพทย์หลายสำนักจึงได้มีการดัดแปลง โดยทำการฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงของผิวขาวเป็นอาการชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ในทางที่ผิด

ภาวะที่ร่างกายขาดกลูต้าไธโอน (Glutathione)

เนื่องจากสารดังกล่าวร่างกายสร้างได้เอง แต่สภาวะที่ร่างกายอาจขาด หรือมีกลูต้าไธโอน (Glutathione) ไม่เพียงพอ เช่น เมื่อร่างกายมีโรคแทรกซ้อน ทำให้กลูต้าไธโอนลดน้อยลง ด้วยสาเหตุการถูกทำลายด้วยยารักษา หรือด้วยตัวโรคเอง หากร่างกายขาดหรือมีกลูตาไธโอนน้อย จะมีผลทำให้เกิดโรคตับอักเสบง่าย ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ มีโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน ของระบบทางเดินหายใจ โรคหืด ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับความบกพร่อง ของกลูต้าไธโอนมักจะมีปัญหาโรคแทรกซ้อน ทางระบบประสาท ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ ปริมาณกลูต้าไธโอนในระบบเลือดจะต่ำมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

ลักษณะของกลูต้าไธโอน (Glutathione)
  • กลูต้าไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์พบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ตับ (จนถึง 5 mM)
  • กลูต้าไธโอน (Glutathione) ถูกสังเคราะห์โดย Glutathione synthase โดยการใช้กรดอะมิโน 3 ชนิด : L-cysteine, L-glutamate และ glycine
  • ตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ได้แก่ reduced Glutathione (GSH) และ oxidized Glutathione disulphide (GSSG)
  • อำนวยความสะดวกต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  • เป็นสาร mitochondrial antioxidant
  • เป็นสาร co-factor/ เอนไซม์ใน phase I enzymatic detoxification pathway
  • Phase II detoxification pathway
  • การป้องกันระบบประสาท
ผลข้างเคียง
  • ผิวหนังแดง
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หอบหืดเฉียบพลัน
  • อาจเกิด anaphylactic reaction จากการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์
สารที่ทำให้ขาดกลูต้าไธโอน (Glutathione)
  • การสูบบุหรี่
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • ยาพาราเซตามอล
  • ยา
  • ออกกำลังกายหนัก
  • รังสี X Y และยูวี
  • Xenobiotics
  • Estradiol
บทบาทของกลูต้าไธโอน (Glutathione) ในยาแผนปัจจุบันและยาแผนทางเลือก
  • พิษจากยาพาราเซตามอล
  • โรคมะเร็ง
  • xenobiotics detoxification
  • โรคพาร์คินสัน
  • โรคอัลไซเมอร์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน เอดส์ ต้านเชื้อไวรัส เชื้อ herpes simplex virus type I
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • สูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง
  • ผู้ชายที่เป็นหมัน
  • ออทิสติก
  • โรคเหนื่อยเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ความดันโลหิตสูง
  • metabolic syndrome
  • autoimmune thyroiditis
กลูต้าไธโอน (Glutathione) ในธรรมชาติ

พบมากในผลไม้ ได้แก่ แตงโม สตรอเบอรี่ องุ่น ผลอโวกาโด ส่วนในผักพบมากใน หน่อไม้ฝรั่ง สำหรับเนื้อสัตว์จะพบได้ใน ปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้างกลูต้าไทโอนได้ และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่ Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine, Whey Protein, Vitamin B-6, Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

ดังนั้นควรเลือกรับประทานจากธรรมชาติดีกว่าที่จะหลงไปใช้สารนี้อย่างผิดๆ และขาดความเข้าใจ

ข้อมูลบางส่วนจาก : กลูต้าไธโอน(Glutathione) คืออะไร?? ช่วยให้ขาวได้ดั่งฝันจริงหรือ??, กลูต้าไธโอนคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร


วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เฮสเพอริดิน (Hesperidin) คืออะไร?

เฮสเพอริดิน (Hesperidin) คือ สารที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและเส้นเลือดดำ

เฮสเพอริดินมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของ เส้นเลือดดำ โดยเฉพาะการลดการซึมผ่านและความ อ่อนแอของเส้นเลือดดำ โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับ การเพิ่มการซึมผ่านเส้นเลือด เช่น ริดสีดวงทวาร ลักปิดลักเปิด แผลเน่าเปื่อยพุพอง แผลถลอก

การขาดเฮสเพอริดิน จะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของ เส้นเลือดฝอย ความอ่อนเพลีย และตะคริวที่ขาในเวลากลางคืน การเสริมเฮสเพอริดิน จะช่วยลดอาการบวมน้ำ หรือการบวมเนื่องจาก การสะสมของของเหลว โดยสาร เฮสเพอริดินจะทำงานดีที่สุดเมื่อมีวิตามินซีร่วมด้วย

เฮสเพอริดิน ที่รวมกับฟลาโวนอยด์ จากผลไม้จำพวกส้ม เช่น ไดออสมิน (Diosmin) มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของเส้นเลือดดำขอด ริดสีดวงทวาร ได้โดยการช่วยลดความตึงและความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำ และช่วยลดการซึมผ่านของเส้นเลือดจึงสามารถลดอาการบวมน้ำได้

นอกจากนี้เฮสเพอริดิน ยังอาจจะลดระดับพลาสมาคอเลสเตอรอล

ที่มา : วิกิพีเดีย

อนุมูอิสระ (Free Redical) พิษร้ายใกล้ตัวคุณ

ทุกๆท่านคงจะได้ยินชื่อ อนุมูอิสระ หรือ Free Redical มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย (โดยเฉพาะกับโฆษณา เกี่ยวกับเครื่องสำอางค์ ของผู้หญิง) แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า จริงๆแล้ว อนุมูลอิสระคืออะไร และ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง?

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ ผมจะขอเล่าเรื่องของ อนุมูลอิสระให้ทุกๆท่านได้เข้าใจกัน อย่างถ่องแท้เสียก่อน

อนุมูอิสระ หรือ Free Redical
นั้นคือโมเลกุลหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เราจะสามารถพบได้ (ณ.ปัจจุบันนี้) ซึ่งมันจะตรงเข้าโจมตีเซลล์ต่างๆในร่ายกายของคุณ

ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่าร่างกายของเรานั้น ประกอบด้วยส่วนที่เล็กมากๆ จำนวนนับล้านๆ ซึ่งเราเรียกส่วนนี่ว่า เซลล์ ซึ่งเซลล์นั้นจะประกอบด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วนที่ได้รับผลกระทบจากอนุมูลอิสระโดยตรง (ส่วนประกอบอื่นๆ จะไม่พูดถึงเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่อาจจะกล่าวถึงในบทต่อๆไป) ซึ่งส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนนี้ก็คือ
  1. ผนังเซลล์ หรือที่เรียกว่า Plasma Membrane
  2. นิวเคลียส Nucleus
  3. ไมโทคอนเรียร์ Mitochondria

จากภาพ Picture 01 รูปที่ 1 เมื่ออนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะตรงเข้าไปที่ผนังเซลล์ และทำลายผนังเซลล์ทันทีที่มันไปกระทบกับผนังเซลล์ ดังรูปที่ 2 และ 3 ใน Picture 01 ซึ่งการทำลายนี้จะเป็นการทำลายแบบโดมิโน่ หมายความว่า เมื่อเซลล์ที่ 1 ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ เซลล์ที่ 1 นั้นจะเข้าไปทำลายเซลล์ที่ 2 แเละเมื่อเซลล์ที่ 2 โดยทำลาย มันก็จะไปทำลายเซลล์ที่ 3 และจะทำลายต่อไปเรื่อยๆนั่นก็คือ เมื่อเซลล์โดนกระตุ้นโดยอนุมูลอิสระ เมื่อไหร่ เซลล์เหล่านั้นก็จะเกิดภาวะการทำลายตัวเองอย่างต่อเนื่องทันที และ เมื่ออนุมูลอิสระ ทำลายผนังเซลล์ได้แล้ว จุดหมายต่อไปก็คือ ทำลายสารพันธุกรรมหรือ DNA ดังรูปที่ 4 ใน Picture 01 มันจะทำลายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (จะกล่าวถึงสารต้านอนุมูลอิสระในบทต่อไป) เมื่อเซลล์โดนทำลายมากก็จะทำให้การแบ่งเซลล์นั้นผิดเพี้ยน ดังรูป Picture 02 จนในที่สุด ก็ก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่าโรคแห่งความเสื่อมอย่างมากมาย โดยปัจจุบัน เรารู้ว่าโรคแห่งความเสื่อมที่เกิดจาก อนุมูลอิสระนั้นมีมากกว่า 3 หมื่น ชนิด ซึ่งโรคที่เรารู้จักกันดีก็ได้แก่ โรคมะเร็ง, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง
สำหรับโรคมะเร็ง ปัจจุบันนี้ข้อมูลจากสภากาชาดไทยได้สรุปอัตราผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งอยู่ที่ 25% ของประชากรทั้งประเทศ หมายความว่า ถ้ามีคนนั่งกันอยู่บริเวณเดียวกัน 4 คน จะมี 1 คนเป็นมะเร็งเสมอ และจากข้อมูลล่าสุด ผู้ที่เป็นมะเร็ง มีโอกาศรอดแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นเอง (แต่อาจจะเพิ่มเป็น 1 ใน 2 ได้ ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมะเร็งรู้ตัวก่อนที่การป่วยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะลุกลาม)

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและอัตราการเสียชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็น โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสำหรับประเทศไทย ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอยู่ที่ 5 คนต่อชั่วโมง
นักวิทยาศาสตร์ ได้วิจัยต่อไปจนพบว่าในวันหนึ่งๆ เซลล์ 1 เซลล์ในร่ายกายจะต้องถูกการทำลาย จากอนุมูลอิสระเป็น จำนวนมากกว่า 75,000 ครั้ง (แต่ถ้าหากใครก็ตามที่สูบบุหรี่ จะได้รับอนุมูลอิสระ มากถึง 10,000,000,000,000,000 ตัวต่อการสูบบุหรี่ 1 มวล)

สำหรับสาวๆทั้งหลายนั้น อนุมูลอิสระ มีผลที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการทำลาย โดยจะสังเกตุได้จากริ้วรอยบนใบหน้า (ซึ่งเป็นจุดที่ เครื่องสำอางค์ทั้งหลายให้ความสำคัญ และ เราจะรู้จัก อนุมูลอิสระจากเรื่องนี้ มากที่สุด)

จากเรื่องราวข้างบน ท่านอาจจะอยากทราบแล้วว่า อนุมูลอิสระ นั้นจริงๆแล้วมาจากที่ไหนบ้าง ก็จะขอบอกไว้เลยว่าอนุมูลอิสระนั้นมีอยู่รอบๆตัวเรา และ เราได้รับทุกวัน ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง
ตราบที่เรายังหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย

หลังจากที่รู้จักอนุมูลอิสระกันแล้ว คราวนี้ มารู้จักสารต้านอนุมูลอิสระกันบ้าง

สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งชื่อก็มีความหมายตรงตัวอยู่แล้ว คือ เอาไว้ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่เข้ามาในร่างกาย ของเรานั่นเอง ก่อนอื่นเราจะมาดูหน้าที่และการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระกันก่อนนะครับ จาก Picture 03 เราจะเห็นว่าสารต้านอนุมูลอิสระจะถูกแทนด้วยสีเขียว ในขณะที่อนุมูลอิสระจะถูกแทนที่ด้วยสีส้ม โดยจากรูปคุณจะเห็นได้ว่าตัวโมเลกุลของอนุมูลอิสระนั้น จะประกอบด้วยนิวเคลียส (จุดใหญ่สีส้มตรงกลาง) และ อิเล็คตรอน (จุดเล็กๆรอบๆจุดสีส้มใหญ่) และ สารต้านอนุมูลอิสระ ก็จะประกอบด้วยนิวเคลียส และ อิเล็คตรอนเช่นกัน แต่ลองสังเกตว่าตัวอนุมูลอิสระนั้นจะมีอิเล็คตรอนอยู่ไม่ครบคู่ เพราะฉะนั้นเมื่ออนุมูลอิสระเข้ามา ในร่างกายของเรา มันจะดึงเอาอิเล็คตรอนจากเซลล์เราไปใช้ ทำให้อนุภาคของเซลล์เรากลายเป็นอนุมูลอิสระ และ มีการทำลายอย่างต่อเนื่อง ทีนี้เมื่อร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Auxident) สารต้านอนุมูอิสระ (Anti-Auxident) ก็จะทำหน้าที่ในการปล่อยอิเล็คตรอน จำนวนหนึ่งไปให้กับ อนุมูลอิสระ ก่อนที่ อนุมูลอิสระ เหล่านั้นจะมีโอกาศได้ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของเรา ทำให้อนุมูลอิสระเหล่านั้นหมดฤทธิ์ แต่โชคไม่ดีที่ ร่างกายของเรานั้นจะผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Auxident) ออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ร่ายกายของเราจำเป็นต้อง พึ่งพาสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Auxident) จากแหล่งอื่นๆ อีก ซึ่งได้แก่จากพืชผักทั้งหลาย ดังนั้นผู้ที่ทานผัก มาก จะมีโอกาศได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Auxident) ที่มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามร่างกายเรานั้นต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Auxident) ที่ค่อนข้างจะหลากหลาย (เพราะว่าอนุมูลอิสระ (Free Redical) ก็มีที่มาหลากหลายเช่นกัน) ดังนั้นการทานผักแค่ชนิดเดียวย่อมไม่เป็นผลดีแก่ร่างกายโดยรวม

สารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันนั้น ก็มีอยู่มากมาย เช่นสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในรูปของ Vitamin ได้แก่ Vitamin C, Vitamin E, CoQ10 ฯ หรือ สารต้านอนุมูลอิสระ โดยตรง ซึ่งได้แก่สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, สารสกัดจากชาเขียว (โพลีฟีนอล), สารสกัดจากเห็นหลินจือ (โพลีเซ็คคาไลด์), กรดอัลฟ่าไลโปอิค, เบต้าแคโรธีน ฯ

ซึ่งสารอาหาร, Vitamin, เกลือแร่ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถขาดได้เลยในแต่ละวัน เพราะการขาดสารอาหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีผลทำให้การปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ ลดประสิทธิภาพลง

แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระ

จากรูป Picture 05 จะเห็นได้ว่าอนุมูลอิสระนั้น เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายในหมายความว่าอย่างไร
ปัจจัยภายในหมายความว่า ร่างกายเรานั่นแหล่ะเป็นตัวสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาเอง โดยเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น หลังจากที่เราหายใจเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกาย และเมื่อเม็ดเลือดแดง นำออกซิเจนเหล่านั้นส่งไปยัง เซลล์ ต่างๆ เซลล์ต่างๆ ก็จะนำออกซิเจนมาเผาผลาญสารอาหารที่เราทานเข้าไปเพื่อให้เกิดพลังงาน ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ และ ขั้นตอนนี้เองเราเรียกว่าการสันดาป ซึ่งการสันดาปนี้ เมื่อมันไม่สมบูรณ์ (มีโอกาศเกิดขึ้นได้สูง) ก็จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมา โชคดีที่หากท่านเป็นบุคคลทั่วๆไปที่ไม่ใช่นักกีฬา ร่างกายก็จะสามารถขจัดอนุมูลอิสระเหล่านี้ออกไปได้ไม่ยากนัก โดยสิ่งที่เรียกว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti Oxidant (แต่ร่างกายก็ผลิตสารต่อต้านอนุมูลอิสระหรือ Anti Auxidant ได้ไม่มากนัก ดังนั้น จึงต้องพึ่งพา สารต่อต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอื่น ได้แก่ พวกพืชผักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ ที่ให้ไลโคปีน, แครอท ที่ให้สารเบต้าแคโรธีน หรือ ผักโขม ที่ให้กรดอัลฟ่าไลโปอิค ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป) นี่คือปัจจัยภายในที่เกิด จากกระบวนการทั่วๆไปของร่างกายท่านเอง นอกจากนี้ หากท่านเป็นบุคคลที่ทำงานในบรรยากาศที่มีความเครียดสูง ร่างกายของท่านก็จะสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา มากกว่าปรกติเช่นกัน ดังนั้น ขอให้ท่านจำไว้ว่า อนุมูลอิสระ ที่เกิดจากปัจจัยภายในนั้น เกิดขึ้นตลอดเวลา และ ท่านหลีกเลี่ยงได้ยากมาก

ปัจจัยภายนอกหมายความว่าอย่างไร
ปัจจัยภายนอกที่จะกล่าวถึง ก็คือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสง UV ควันจากไอเสียรถยนต์ มลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ไอเสียจากรถยนต์ และ ที่สำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ณ.ปัจจุบัน นั่นก็คือ จากอาหาร

คิดว่าอนุมูลอิสระที่เป็นปัจจัยภายนอกนั้น โดยส่วนใหญ่ทุกๆท่านจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่อยากจะกล่าวถึง และ เน้นหนักก็คือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากอาหารที่เราทานเข้าไป อาจจะงงว่าทำไมอาหารที่ เราทานเพื่อประทังชีวิตนั้น จึงเป็นแหล่งของอนุมูลอิสระ

อยากจะให้ท่านทั้งหลาย ลองสังเกตุอาหารรอบๆโต๊ะตัวเองให้ละเอียดสักครั้ง ดังนี้
  1. เวลาทานอาหาร ท่านทานอาหารที่ไหน ที่บ้านหรือที่ร้านอาหาร หากเป็นที่บ้าน น่าเชื่อเหลือเกิน ว่าท่านจะปรุงอาหารได้อย่างสะอาดและถูกหลักอนามัย แต่ ท่านเคยรู้หรือไม่ว่า พืชผักที่ท่านทาน อยู่นั้นและเชื่อว่าเป็นแหล่งของเกลือแร่ วิตมินอย่างดีนั้น จริงๆแล้ว ท่านอาจจะไม่ทราบว่า เป็นแหล่งเก็บสะสม สารพิษอย่างดีด้วยเช่นกัน หากเป็นพืชผักชนิดทานใบ ท่านจะได้ยาฆ่าแมลงแน่ๆ ท่าน อาจจะบอกว่า ท่านล้างสะอาดดีแล้ว งั้นผมจะถามท่านกลับว่า ทราบได้อย่างไรว่าสะอาดดีแล้ว สารเคมีที่แฝงมากับผักและผลไม้นั้น ท่านไม่มีทางมองเห็นนอกจะต้องนำไปผ่านกรรมวิธีทางเคมี หรือการส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หากท่านบอกว่าท่านซื้อพืชผักจากร้านขายผักปลอดสารพิษ ท่านทราบหรือไม่ว่าผักปลอดสารพิษนั้น เค้าปลูกกันอย่างไร จริงๆแล้วผักปลอดสารพิษ โดย ส่วนใหญ่แล้ว ก็ใช่ยาฆ่าแมลงอยู่นั่นเอง แต่การใช้ยาฆ่าแมลงของผักปลอดสารพิษนั้น จะใช้ในปริมาณ ที่ถูกจำกัด และ ใช้ก่อนที่จะเก็บผลผลิตเป็นเวลานานพอสมควร โดยเชื่อว่า เมื่อทิ้งไว้นานพอสมควรแล้ว สารเคมีเหล่านั้นจะสลายไปใน อากาศ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า เมื่อใช้สารเคมีบ่อยเข้าๆ สารเคมีเหล่านั้นก็จะสะสมในดิน จนทำให้ดินที่ใช้ปลูกพืชผักเหล่านั้น อุดมไปด้วยสารเคมีแล้วทีนี้ เวลาปลูกผักในดินเหล่านั้น พืชผักก็จะได้ รับสารเคมีที่อยู่ในดินต่อไป ส่วนถ้าเป็นพืชทานหัว เช่น แครอท, หัวใช้เท้า, มัน, มันเทศ ท่านจะได้รับยาฆ่าหญ้าแน่ๆ เพราะ การปลูกพืชเหล่า นี้เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นจำนวนมากเพื่อควบคุมปริมาณของวัชพืช ไม่ให้มาทำลายผลผลิตเหล่านั้น
  2. นอกจากนี้ สำหรับท่านที่ชอบทานอาหารนอกบ้านและชอบทานอาหารพวกปิ้งย่าง ขอให้ท่านพึงระลึกเสมอว่า ท่านมีโอกาศป่วยเป็นมะเร็งสูงกว่าบุคคลทั่วไปอย่างน้อย 20 เท่า เพราะปรกติแล้วอาหารปิ้งย่างเหล่านั้น ก็ทำให้ท่านเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าปรกติอยู่แล้ว แต่หากปัจจุบัน อาหารปิ้งย่างหลายๆอย่างจะถูกหมักด้วยผงชูรส ซึ่งผงชูรสนั้น เมื่อได้รับความร้อนโดยตรงจากการปิ้ง หรือ ย่างจะทำให้ผงชูรสนั้นเปลี่ยนเป็นสารเคมีที่ส่งเสริมให้เกิดการเป็นมะเร็งได้ง่ายขึ้นอีก 20 เท่า
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเรื่องของอนุมูลอิสระ จริงๆแล้ว ปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระนั้นยังมีอีกหลายชนิด นอกจากอาหารที่กล่าวถึง ได้แก่อนุมูลอิสระจากแสง UV,
อนุมูลอิสระจากควันไอเสียรถยนต์, อนุมูลอิสระจากควันบุหรี่, อนุมูลอิสระจากมลพิษในอากาศที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งผมจะนำเสนอในบทต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากให้ทุกๆท่านพึงระลึกไว้เสมอว่า เราต้องดูแลสุขภาพของเราให้ดีนะครับ จำไว้ว่า "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐนะครับ"

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

G3 คืออะไร? และ มีประโยชน์อย่างไรกับสุขภาพ?


Gâc (แก็ก) คือ เครื่องดื่มเสริมในรูปของ "นาโน" ตามธรรมชาติ ซึ่งให้การดูดซึมที่เพิ่มขึ้นกว่าผลิตภัณฑ์ที่คล้ายๆกันในตลาด ผลแก็ก ถูกนำมาใช้ในการบำรุงรักษาสุขภาพมา ตั้งแต่สมัยโบราน ซึ่งช่วยฟื้นฟูร่างกายในระดับเซลล์, ป้องกันการทำลาย DNA จากอนุมูลอิสระ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่าง กาย ในอดีตมันถูกใช้สำหรับส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก รักษาโรคตาบอดกลางคืน และทาแผลที่ติดเชื้อและไหม้ เพื่อกระตุ้นให้แผลหายเร็ว และ เป็นปรกติเร็วขึ้น

Gâc (แก็ก) มีปริมาณของเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า มีกรดไขมันสูงที่สุดในหมู่ผลไม้ซึ่งกรดไขมันช่วยให้แคโรทีนอยด์ถูก ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงขึ้น นอกจากนี้เครื่องดื่ม G3 ยังประกอบด้วยสุดยอดผลไม้สกัดอีก 3 ชนิดคือ
  1. ผลซีลี่ คิงออฟไวตามิน ซี มี มากกว่าส้ม 60 เท่า พบในแถบภูเขาสูงตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
    • ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
    • เสริมสร้างพลังงานและความสดชื่น
    • ส่งเสริมสุขภาพผิว
    • ส่งเสริมสุขภาพของหลอดเลือด
    • ชลอการเสื่อมของเซลล์
    • และมีวิตามิน และ สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆที่มีประสิทธิภาพ สูง
  2. สับปะรดไซบีเรี่ยน มีประวัติการนำมาใช้เพื่อการดูแลร่างกายมานานนับพันปี และ มีบันทึกกล่าวถึงในตำรับสมุนไพรของจีน บันทึกในอดีตกล่าวว่า มีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างพลังงาน, ภูมิคุ้มกัน, เสริมสร้างการทำงานของตับ, สำหรับโรคผิวหนังบางชนิด
    • เสริมสร้างพลังงาน
    • เสริมสร้างการรักษาแผล
    • ปกป้องผิวจากการทำลายของแสงยูวี
    • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
    • ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
    • ดูแลเรื่องความดันโลหิต
    • เสริมสร้างสุขภาพของการย่อยอาหาร
    • เสริมสร้างสุขภาพของหลอดเลือด
    • เสริมสร้างสุขภาพของต่อมลูกหมาก
  3. ไชนีส ไลเซียม Lycium barbarum L. หรือรู้จักในนาม wolfberry หรือ the herb of longivety มีประวัติการใช้ที่ยาวนาน และเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ช่วยให้อายุยืนและสุขภาพดี มีบันทึกกล่าวไว้ว่า chinese lycium fruit ช่วยเสริมสร้างการมองเห็น, ป้องกันการปวดหัวเนื่องจากปัญหาที่มาจากตับและไต ประกอบด้วยซีแซนทีนมากกว่า 40 เท่าของข้าวโพดเหลือง ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ประสิทธิภาพสูง สำคัญต่อสุขภาพดวงตา
    • ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
    • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    • เสริมสร้างพลังงาน
    • เสริมสร้างสุขภาพของดวงตา
    • เสริมสร้างสุขภาพของตับ,ปอด
    • บรรเทาอาการปวดศีรษะ
    • เสริมสร้างสุขภาพผิว
    • กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
    • มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด
  4. ผลไม้อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากผลไม้อื่นๆอีก ได้แก่แอปเปิ้ล ลูกแพร องุ่น และ อะเซลาล่า เชอร์รี่
จะเห็นได้ว่าผลไม้ที่นำมาผสมเป็นเครื่องดื่ม G3 นั้น เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ G3 แตกต่างจากเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาด

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  1. รวมผลไม้สมุนไพรจีนหายาก 4 ชนิดที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นกว่าผลไม้ทั่วไป 10 - 70 เท่า
  2. ให้สารอาหารมากกว่า 170 ชนิด ที่มีประโยชน์กับร่างกาย
  3. เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียว และ เป็นสูตรที่จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว
  4. นาโนธรรมชาติ Lipocarotene ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร 40%
  5. ดูดซึมเร็ซ เพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระได้อย่างรวดเร็ว และ มากกว่าน้ำมังคุด และ ลูกยอเกือบ 4 เท่า
  6. ปลอดภัยสูง เพราะมีการนำมาใช้นานกว่าพันปี มีบันทึกในตำรายาจีนโบราณ
  7. การศึกษาวิจัยกว่า 303 ฉบับ ขณะที่ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้อื่นมีแค่ 100 กว่าฉบับ
  8. น้ำผลไม้ธรรมชาติ 100% ไม่เจือจาง ปราศจากสารเคมีแต่งกลิ่นและสี
ประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของผลไม้ทั้ง 4 ชนิด)
  1. ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา มีผลดีต่อภาวะต้อกระจก, ต้อหิน, ดาแห้ง และ การมองเห็น
  2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  3. ต้านการเสื่อมของเซลล์ ชะลอความเสื่อมชราของเซลล์ในร่างกาย โดยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ กระตุ้นการสร้างเอนไซด์ต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ เช่น ซูเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเตส (SOD) คาตาเลส (CAT) และ กลูต้าไธโอน เพอร์ออกซิเตส (GPX)
  4. สุขภาพของกล้ามเนื้อ ปกป้องข้อ และเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ
  5. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และ หลอดเลือด ช่วยรักษาความดันโลหิตให้คงที่ และ ลดไขมันร้าย (LDL) รักษาระดับไขมันดี (HDL)
  6. ส่งเสริมสุขภาพของผิวหนัง โดยเฉพาะการปกป้องผิวด้วยการดูดซับรังสีจากแสงแดด
  7. ลดความเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็ง อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
  8. ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เสริมสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย และลดความเครียด
  9. บรรเทาอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะโรคไมเกรน
  10. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
  11. เสริมสุขภาพของระบบประสาทและสมอง ป้องกันภาวะความจำเสื่อม และ ภาวะสมองขาดเลือด
  12. มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และ ต้านการอักเสบของเนื้อเยื่อ
  13. ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ และ ต่อมลูกหมาก
  14. ช่วยเสริมสร้างกระบวนการสมานของบาดแผล
  15. ส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และ บำรุงตับ
  16. ส่งเสริมระบบขับถ่ายให้ทำงานดีขึ้น


สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant คืออะไร?

สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร
"อาหาร" จัดได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญโดยมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งผลการศึกษาจากงานวิจัยทางคลินิก และระบาดวิทยา (เป็นงานวิจัยที่เก็บข้อมูล จากคนจำนวนมาก เพื่อหาความสัมพันธ์ ของปัจจัยที่มีผลต่อกัน เช่น ปัจจัยเรื่องอาหารกับการเกิดโรคเบาหวาน เป็นต้น) ได้ยืนยันว่า การบริโภค ผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีและพืชสมุนไพรต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญ ของสารต้านอนุมูลอิสระ นั้นช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ที่กล่าวถึงข้างต้นได้

สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร
ในทางเคมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือ สารประกอบที่สามารถป้องกัน หรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่น กระบวนการออกซิเดชั่น มีได้หลายรูปแบบ เช่น กระบวนการออกซิเดชั่น ที่ทำให้เหล็กกลายเป็นสนิม ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือทำให้น้ำมันพืชเหม็นหืน หรือกระบวนการออกซิเดชั่น ที่เกิดในร่างกาย เช่น การย่อยสลายโปรตีน และไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิด อนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเรา ซึ่งสร้างความเสียหาย ต่อร่างกายได้ ในความเป็นจริง ไม่มีสารประกอบ สารใดสารหนึ่ง สามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้ทั้งหมด แต่ละกลไกอาจต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกัน ในการหยุดกระบวนการออกซิเดชั่น ในอีกทางหนึ่ง กระบวนการออกซิเดชั่น เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น เราใช้ออกซิเจน จากอากาศที่หายใจเข้าไปไปเผาผลาญอาหาร ที่ร่างกายได้รับ ให้เป็นพลังงาน สำหรับการทำงานของเซลล์ต่างๆ แต่ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นผลพลอยได้ อนุมูลอิสระต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่สำคัญในร่างกาย เช่น ไขมัน โปรตีน ดีเอ็นเอ ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับแอลดีแอล (LDL : low-density lipoprotein) ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลตัวเลว ทำให้เกิดออกซิไดซ์แอลดีแอล (oxidized LDL) ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า ออกซิไดซ์แอลดีแอล เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ

อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เนื่องจากมีมูลเหตุจากออกซิเจน จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า reactive oxygen species (ROS) อนุมูลอิสระที่สำคัญ ได้แก่
  1. ซูเปอร์ออกไซด์ แอนไอออน (superoxide anion) O2-l
  2. ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide); H2O2
  3. ไฮดรอกซิลแรดดิเคิล (hydroxyl radical); lOH
บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
ทำไม การที่สารต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันหรือกำจัดอนุมูลอิสระได้จึงมีความสำคัญ มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลายโรค โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอ กระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ โดยปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ ก่อนที่มันจะทำอันตราย แต่ถ้ามีการสร้างอนุมูลอิสระเร็ว หรือมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดทัน อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์ และเนื้อเยื่อได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สารต้านอนุมูลอิสระลดความเสียหาย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้ ๒ ทาง คือ
  1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
  2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถชะลอให้ความเสียหาย เกิดช้าลงได้ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลลัพธ์สะสม ที่เกิดจากเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำอันตราย และเสียหายเป็นปีๆ (โดยมากเป็นเวลาหลายสิบปี) เห็นได้จาก การรวบรวมความชุกของโรคว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นมากในผู้ใหญ่วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ ดังนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัย จึงควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ให้พอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกาย ระหว่างสารต้านอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระได้แก่อะไรบ้างและมีในอาหารประเภทใด
สารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแอนติออกซิแดนซ์ (antioxidants) ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษาเคมีต่างๆ (phytochemicals) เช่น สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol) จากชาและสมุนไพรบางชนิด ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ร่างกาย ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงกับความต้องการ เราควรกินผักผลไม้สีเข้ม เป็นประจำโดยล้างให้สะอาดทุกครั้ง นอกจากจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังจะได้รับใยอาหารด้วย ร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับใยอาหารเช่นกัน เนื่องจากใยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ช่วยป้องกัน อาการท้องผูก ช่วยนำโคเลสเตอรอลออกจากร่างกาย เร่งการนำสารพิษ ที่อาจทำให้เป็นมะเร็งบางชนิด ออกจากร่างกายเร็วขึ้น สุดท้ายผู้เขียนขอแนะนำข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยดังนี้

ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
  1. กินผัก ผลไม้ ถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลือง เช่น (เต้าหู้หลอด เต้าหู้แผ่น) และธัญพืชเป็นประจำ
  2. ลดการกินไขมัน อย่าให้เกิน ร้อยละ ๓๐ ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน ลดไขมันจากสัตว์ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มีกรดไขมันกลุ่มทรานส์แฟตตีแอซิด (trans fatty acid) เช่น มาร์การีน เนยขาว โดนัต มันฝรั่งทอด เลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) สูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก
  3. กินอาหารให้หลากหลาย กินปลา ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ ลดปริมาณเนื้อแดงที่บริโภคลง
  4. ลดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ไม่ควรกินเกินวันละ ๓๐๐ มิลลิกรัม
  5. เพิ่มการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว ธัญพืช มันฝรั่ง
  6. ลดอาหารเค็ม ดื่มน้ำสะอาดวันละ ๑-๒ ลิตร
  7. ดื่มนมพร่องไขมัน
  8. รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
  9. ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
  10. งดสูบบุหรี่และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ ไวน์
อย่าลืม ออกกำลังกายทุกวันโดยไม่หักโหม

และ จำไว้เสมอว่า
สุขภาพดีคือการที่ร่างกายสามารถทำงานตามฟังก์ชั่นปรกติ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : นิตยสาร หมอชาวบ้าน


วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เควอซิทิน (Quercetin) คืออะไร?

เควอซิทิน (Quercetin) คือ สารที่มีบทบาทสำคัญ ในการป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ เควอซิทินเป็นสารพฤกษเคมีที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารที่ให้ฤทธิ์ในการต้าน ออกซิเดชั่นสูงที่สุด มีมากในหัวหอม หอมแดง และพืชตระกูลถั่ว ให้ฤทธิ์ในการป้องกันการอักเสบ ป้องกันแบคทีเรีย และไวรัส ช่วยป้องกันอาการแพ้ ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น ในหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตันได้ การรับประทานผัก และ ผลไม้ที่อุดมไปด้วยเควอซิทินในปริมาณสูง มีส่วนสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจที่ดี จากการศึกษาจำนวนมากพบว่า เควอซิทิน ถือว่าเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ปกป้องหลอดเลือด (vasoprotective) และช่วยในการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้ระบบการไหลเวียนและการทำงานหัวใจดีขึ้น

การได้รับฟลาโวนอล และ ฟลาโวนในระดับที่สูง ( มากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน ) จะช่วยลดความเสี่ยงของ การเกิดโรคลมชักในระยะแรก ในผู้ป่วยสูงอายุได้สองในสามส่วน เควอซิทิน คือ ฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ ในอาหารที่ทำการศึกษาในครั้งนี้

เควอซิทิน มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด ในหลอดเลือดและปกป้องหลอดเลือด และลดการเป็นพิษต่อเซลล์ไขมันแอลดีแอล (LDL) จากการทดลองในหลอดทดลอง ซึ่งถือว่าเป็นกลไก ที่สำคัญที่จะช่วยในการทำงานของหลอดเลือด หัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เควอซิทินกับบทบาทสำคัญในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง

เควอซิทินทำให้เกิดการยับยั้งวงจรชีวิตเซลล์ หยุดการขยายตัวของเซลล์ และรวมถึงการทำให้เกิด อะพ็อพโทซิส (apoptosis) หรือการตายของเซลล์ ในการเจริญเติบโตของเซลล์เต้านมที่ผิดปกติได้

เควอซิทิน ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นตัวนำการตาย ของเซลล์ในเซลล์เนื้องอกลำไส้ รวมทั้งยังช่วยยับยั้งฟอสโฟริลเลชั่น (phosphorylation) ของกลุ่มเซลล์ ที่ได้รับสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ของเซลล์เนื้องอก และลดทางการเจริญเติบโต ในเซลล์เนื้องอกชนิดนี้

ที่มา : วิกิพีเดีย

มารีน โอเมก้า (Marine Omega) คืออะไร? สำคัญอย่างไร?


Marine Omega เป็น โอเมก้า 3 คุณภาพสูง ที่ได้จากการสกัดมาจากปลาน้ำลึกทั้งตัว รวมทั้งมีน้ำมันที่เรียกว่า คริลล์ ออยล์ ซึ่งได้จากตัว คริลล์ ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทธแบบแอนตาร์กติกา โดยคริลล์ ออยล์ จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูง นอกจากนี้ น้ำมันปลาของบริษัท ยังมีกลิ่นที่หอม และ รับประทานง่าย ด้วยส่วนประกอบที่ได้จากมะนาว
โอเมก้า 3 คือ กรดไขมันจำเป็น ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ร่างกายมีความจำเป็นต้องใช้แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ โอเมก้า 3 แบ่งออกได้ เป็น 3 ชนิดขึ้นอยู่กับความยาวของโมเลกุลดังนี้
  1. กรด ไขมัน ALA
  2. กรด ไขมัน EPA
  3. กรด ไขมัน DHA
กรดไขมัน โอเมก้า 3 ในร่างกายมนุษย์มีมากบริเวณสมอง และ ดวงตา การรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นประจำจึงช่วยบำรุงระบบสมอง และ ดวงตาโดยตรง โอเมก้า 3 พบมาก ในสัตว์ ทะเล เช่น แมวน้ำ ปลา กุ้ง สาหร่ายทะเล เป็นต้น
คริลล์ คือ สัตว์เล็กๆมีลักษณะคล้ายกุ้ง ส่วนมากจะพบในมหาสมุทรแถบเกาะแวนคูเวอร์ รัสเซีย ยูเครน และ ญี่ปุ่น น้ำมันคริลล์มีสัดส่วนของกรดไขมัน โอเมก้า 3 ต่อ โอเมก้า 6 สูงประ มาณ 15: 1 และ มีส่วนประกอบของ แคโรทีนอยด์ และ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีประสิธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 550 เท่า น้ำมันคริลล์ มีส่วนประกอบของฟอสโฟไลปิดสูงถึง 40% ในขณะที่แหล่งกรดไขมัน โอเมก้า 3 อื่นๆ จะไม่พบฟอสโฟไลปิด
ความ ไม่สมดุลของกรด ไขมันส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
สำหรับโอเมก้า 6 และ โอเมก้า 3 นั้น ต่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยผลการทำงานของ โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 3 จะทำให้เกิดผลกับร่างกายดังนี้
  1. โอเมก้า 6 เป็นสารตั้งต้นของสารที่ เรียกว่า "Proinflammatory" เมื่อร่างกายใช้โอเมก้า 6 จะทำให้เกิดการอักเสบในบริเวณนั้นๆ
  2. โอเมก้า 3 เป็นสารตั้งต้นของสารที่ เรียกว่า "Anflammmatory" ซึ่งมีผลต่อต้านการอักเสบ รวมไปถึงการอักเสบที่เกิดจากโอเมก้า 6 ด้วย
ในปัจจุบันร่างกาย ได้รับกรดไขมัน โอเมก้า 6 สูงมาก โดยสัดส่วนของ โอเมก้า 6 ต่อ โอเมก้า 3 อยู่ที่ 20:1 ทำให้ร่างกายเสียสมดุล และมีผลอื่นๆตามมาอีกมากมาย สำหรับโอเมก้า 6 นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะได้รับจากอาหารประเภทของทอด และ ขนมขบเคี้ยวมากที่สุด
ข้อดีของการบริโภค มารีน โอเมก้า (Marine Omega)
  • เพื่อสุขภาพของหัวใจ และ หลอดเลือดที่แข็งแรง
    ลดความเสี่ยงจากหลอดเลือดอุดตัน โดยช่วยลดระดับ ไขมัน ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ คอเรสเตอรอลในเลือด ลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขี้น อาจช่วยดูแลระดับความดันเลือดให้ปกติ ลดการเกิดอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • เพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง และ เส้นประสาท
    จำเป็นต่อการทำงานของสมอง และ สารสื่อประสาทส่งเสริมความจำ มีสมาธิในการทำงาน ช่วยให้ความคิดฉับไว ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อม
  • เพื่อสุขภาพของผิวหนังที่แข็งแรงขี้น
    ปกป้องผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด ซื่งก่อให้เกิดริ้วรอย และ มะเร็งที่ผิวหนังทำให้ เซลล์ผิวหนัง แข็งแรง เก็บกักความชุ่มชื้นได้ดี โอ เมก้า 3 ส่ง เสริมสุขภาพที่ดีของระบบภูมิคุ้มกันช่วย ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างปกติลดปัญหาภูมิแพ้
  • เพื่อสุขภาพที่ดีของข้อ
    ช่วยลดการอักเสบของข้อบรรเทาอาการข้อฝืดหรือติดในตอนเช้าของผู้มีข้ออักเสบ
ส่วนประกอบสำคัญ สำหรับรับประทาน 1 ครั้ง (2 แคปซูล):
  • Marine Lipid Concentrate 2000 mg
  • Omega-3 Fatty Acids
  • EPA 300 mg
  • DHA 200 mg
  • Other Omega-3 Fatty Acids 100 mg
  • Krill Oil 100 mg
  • Vitamin E (as Natural Mixed Tocopherols) 10 IU

กรดอัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid) คืออะไร?

กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid ; ALA) เรียกสั้นๆว่ากรดไลโปอิก หรือบางคนรู้จักในชื่อ Thioctic acid กรดอัลฟาไลโปอิก เป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายวิตามิน โดยทำหน้าที่เป็น Coenzyme ในขบวนการเผาผลาญน้ำตาล และสารอาหารอื่น ๆ ให้เป็นพลังงาน โดยปกติ ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ กรดอัลฟาไลโปอิคได้เองอยู่แล้ว ในปริมาณคงที่ ซึ่งร่างกายเราผลิตได้ในจำนวนที่เพียงพอ ต่อการช่วย ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เปลี่ยนกลูโคสไปเป็นพลังงานเท่านั้น ไม่ได้ผลิตให้เหลือพอ ที่จะใช้ต่อต้านความเสื่อมชราของเซลล์ หรือเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย

กรดไลโปอิค เป็นสารต้านออกซิเดชั่นที่ทรงพลัง ในการต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ที่ปรากฏอยู่ใน ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ภายในเซลล์ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า อนุมูลอิสระภายใน ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) มีบทบาทสำคัญในการทำให้คนแก่ตัวลง จึงตั้งทฤษฎีว่า ถ้าให้สารยับยั้งออกซิเดชั่น อย่างกรดไลโปอิค ก็น่าชะลอความแก่ได้ กรดไลโปอิคยังช่วยรีไซเคิลวิตามินอี และ วิตามิน ซี ให้กลับเป็นรูปเดิม หลังจากวิตามินอี และ วิตามินซี ไปล้างพิษอนุมูลอิสระเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีหลักฐานว่า ช่วยลดความเสียหาย เวลาร่างกายมีน้ำตาลในเลือดมากไป ซึ่งอาจทำให้คนไข้เบาหวานดีขึ้น สารนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยดูว่า จะชะลอความแก่ได้หรือไม่เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิค มีบทบาทหลักในการย่อยเผาผลาญน้ำตาล ให้เป็นพลังงาน จึงมีผลช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นไปได้ดีขึ้น

กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid ; ALA)  มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถละลายได้ทั้งในน้ำ และในไขมันได้ เป็นตัวที่ทำให้วงจร ของสารต้านอนุมูลอิสระครบสมบูรณ์ พบ กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid ; ALA) ปริมาณน้อยในแหล่งอาหารธรรมชาติ ซึ่งพบได้ในผักขม บร็อกโคลี่ และยังพบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ในเครื่องในได้จากตับและหัวใจ ประโยชน์ที่ได้รับ มีส่วนสำคัญในการเผาผลาญอาหาร โดยเฉพาะการเปลี่ยน Glucose เป็นพลังงาน โดยที่ กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid ; ALA) เสริมการทำงานของวิตามิน E และ C ช่วยในการนำสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน C กลับมาใช้ ช่วยในการนำกลูโคสเข้าเซลล์ ปลอดภัยเมื่อได้รับในขนาดปกติ นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิก ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น Universal Antioxidant เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี อี, Glutathione หรือ Co-enzyme Q10 ให้กลับมาอยู่ในรูปที่ใช้งานได้อีก หลังจากที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระไปแล้ว ด้วยคุณสมบัติของกรดอัลฟาไลโปอิก คือ สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ระดับ DNA จึงสามารถแทรกซึมไปชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ทั่วเซลล์ในร่างกาย ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น CoQ10 ที่ละลายได้เพียงในส่วนน้ำมันในร่างกาย ทำให้กรดอัลฟาไลโปอิคมีคุณสมบัติเหนือกว่า 4-5 เท่า และมีฤทธิ์แรงกว่า วิตามินอี และวิตามินซี 50 เท่า

จากความสามารถที่เป็น Universal Antioxidant จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม กรดอัลฟาไลโปอิกเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ซึ่งจะช่วยในการกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกายได้เป็นอย่างดี และ กรดอัลฟาไลโปอิกยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของกลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ

นอกจากนี้ จากงานวิจัยบางส่วนยังพบว่า กรดอัลฟาไลโปอิก ยังต่อต้านการอักเสบที่ทำให้เกิดสิว ช่วยรักษาการอักเสบของสิว กรดอัลฟาไลโปอิกทำให้ผิวสะอาด โดยการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการเกิดสิว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือดไปยังประสาท ดังนั้นผิวก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุง ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น

ที่มา : ข้อมูลบางส่วนจาก Wikipedia

สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytochemical หรือ Phytonutrients) คืออะไร?

สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (อังกฤษ: Phytochemical หรือ Phytonutrients) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่พบเฉพาะในพืช สารกลุ่มนี้อาจเป็นสารที่ทำให้พืชผักชนิดนั้นๆ มีสี กลิ่น หรือ รสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว สารพฤกษเคมีเหล่านี้ หลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้าน หรือ ป้องกันโรคบางชนิดและ โรคสำคัญ ที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือ “โรคมะเร็ง” กลไกการทำงานของสารพฤกษเคมี เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นไปโดยการช่วยให้ เอ็นไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น เอ็นไซม์บางชนิด ทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็ง ที่เข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันพบสารพฤกษเคมีแล้ว มากกว่า 15,000 ชนิด

นักวิทยาศาสตร์พบว่า สารพฤกษเคมีสร้างประโยชน์ด้วยกลไก การออกฤทธิ์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
  • ต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ
  • ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้สารพฤกษเคมีลดการเกิดโรคมะเร็งได้
  • เพิ่มภูมิต้านทานโรค
  • ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
งานวิจัยจำนวนมาก แนะนำว่าการผสมผสาน ของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผัก และ ผลไม้ชนิดต่างๆ หลากชนิดจะให้คุณภาพ การต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ จากแหล่งอาหารเพียงแหล่งเดียว

ผักและผลไม้ยังเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คนไทยส่วนมากรับประทานผักและผลไม้ได้ไม่เพียงพอในแต่ละวัน จึงอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำ การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในการลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ ได้

ประเภทของสารพฤกษเคมีที่สำคัญ
  1. แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
  2. กรด อัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid)
  3. ไลโคปีน (Lycopene)
  4. กลูโคไซโนเลท (Glucosinolate) / ไอโซโธโอไซยาเนท (Isothiocynate)
  5. โพลีฟินอล (Polyphenols) : ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) , แอนโธไซยานินส์ (Anthocyanins) , ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) , โพรแอนโธไซยานิน (Proanthocyanidins)
  6. ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)
  7. เฟนโนลิก (Phenolics) / สารประกอบซีสติก (Cystic Compound)
  8. ซาโปนินส์ (Saponins)
  9. ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)
  10. ซัลไฟด์ (Sulfide) และไธออล (Thiols)
  11. เฮสเพอริดิน (Hesperidin)
  12. กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid)
  13. สารลูทีน (Lutein)

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) คืออะไร?

กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) คือกรดที่ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกทำลายดีเอ็นเอของเซลล์บางชนิด

กรดเอลลาจิก ช่วยลดการทำลายดีเอ็นเอที่จะทำให้ เกิดโรคเรื้อรังทำให้เกิดภาวะแก่ขึ้น (Ageing) และ เป็นโรคมะเร็ง กรดเอลลาจิก จะยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์บางชนิด เช่น เอ็น - อะซิติลทรานเฟอเรส ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอ็นเอ ในเนื้องอกในกระเพาะ ปัสสาวะของมนุษย์ กรดเอลลาจิกในปริมาณที่มากขึ้น จะยับยั้ง การทำงานของเอ็นไซม์ในขอบเขตที่มากขึ้นได้

เมื่อเซลล์กลายเป็นมะเร็ง กรดเอลลาจิก อาจจะสามารถหยุดการขยายตัวของเซลล์ กรดเอลลาจิกช่วยยับยั้ง การแบ่งเซลล์ในเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยังช่วย ป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้

ที่มา : วิกิพีเดีย

BioPhotonic Scanner มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?

บทความที่แล้วผมเขียนถึงเรื่อง Biophotonic Scanner คืออะไร ไปแล้ว คราวนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบ ผลของการวัดสารต้านอนุมูลอิสระ ระหว่างการใช้เลือด และ การวัดค่าด้วย Biophotonic Scanner ว่ามีความเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งการศึกษานี้ นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ทำการศึกษาผลที่ได้ เราลองมาดูผลการศึกษาดังกล่าวกันเลยครับ
นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ แนะนำให้คนไทยตรวจเครื่อง Pharmanex BioPhotonic Scanner จาก นสพ. ไทยรัฐ

โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง

นายแพทย์สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า สาเหตุหลักส่วนใหญ่ของโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย และ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายต่ำ

"ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตนเองล่วงหน้าว่าป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ เนื่องจากขาดอาการบ่งชี้ของโรค ขาดการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เราจึงมักพบผู้ป่วยจำนวนมาก ที่ตรวจพบเจอโรคร้ายในระยะสุดท้าย หรือเสียชีวิตก่อนทำการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย"


คุณหมอสงวนศักดิ์ บอกว่า ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกายสามารถบ่งชี้สุขภาพของบุคคลได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นด่านแรกในการปกป้องเซลล์จากการจู่โจมของอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการทำร้ายร่างกายอันเกิดจากมลภาวะ ควันบุหรี่ แสงแดด การดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยปัจจุบัน

ปกติแล้ว ในร่างกายของเรา จะมีระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งร่างกายจะต้อง ได้รับสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่หลากหลายอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกาย สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และกำจัดเอาของเสียเหล่านี้ออกไปจากร่างกาย

คุณหมอสงวนศักดิ์ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและอุปกรณ์ เครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ ที่เป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจวัดค่าเฉลี่ยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อหาความสัมพันธ์ที่มีผลต่อสุขภาพ ผลการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครคนไทย 80 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 40 คน และคนสุขภาพแข็งแรงจำนวน 40 คน พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกาย ต่ำกว่าคนสุขภาพแข็งแรงเกือบ 2 เท่า อีกทั้ง คนไทยทั่วไปยังมีค่าเฉลี่ยสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 10,000-30,000 ซึ่งเป็นระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆได้

คนไทยควรจะมีค่าสารต้านอนุมูลอิสระในระดับ 50,000 ขึ้นไป ซึ่งเป็นค่าที่มีความสอดคล้องกับ ระดับแคโรทีนอยด์ ในเลือด และเป็นระดับที่บ่งชี้ว่าบุคคลนั้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ น้อยกว่าคนที่มีค่าสารต้านอนุมูลอิสระต่ำ

คุณหมอสงวนศักดิ์ บอกว่า สำหรับเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ (Biophotonic Scanner) เป็นนวัตกรรมใหม่ ค้นคว้าวิจัยโดย ดร.เวอร์เนอร์ เกลเลอร์แมน สถาบันเลเซอร์ แผนกฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ใช้พื้นฐานเทคโนโลยีรามาน สเปคโตรสโคปี โดยเซอร์ซีวี รามาน เจ้าของรางวัลโนเบล

วัดระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนังมนุษย์ด้วยแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ โดยไม่ต้องเจาะเลือด แต่ได้ค่าที่แม่นยำเทียบเท่ากับการเจาะเลือด ทำให้ทราบถึงระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัย ภายในเวลา 3 นาที

เหล่านี้คือความสำคัญของอนุมูลอิสระ คุณหมอสงวนศักดิ์แนะอีกว่า วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคร้าย สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ "เน้นการรับประทานผักสด ผลไม้หลากสี เพื่อเสริมสร้างปริมาณ สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้เพียงพอ"

ผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมาก ได้แก่ คะน้า มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง และมะเขือม่วง อีกทั้งยังต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายให้เสียเหงื่ออย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อรู้เท่าทัน เตรียมพร้อมรับมือโรคร้ายได้อย่างทันท่วงที สุดท้ายอย่าลืมข้อเลี่ยงสำคัญคือ มลภาวะและความเครียด

ที่มา : บางส่วนจาก บทความของไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ.2553
จะเห็นได้ว่า จากการศึกษา นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล สามารถสรุปได้ว่า ผลจากการตรวจด้วยวิธีการตรวจเลือดนั้น ไม่แตกต่าง กับผลที่ได้จากการตรวจด้วย Biophotonic Scanner เลย แต่การตรวจด้วยวิธีการตรวจเลือดนั้น จะใช้เวลานาน และ มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับการใช้ Biophotonic Scanner ที่ใช้ระยะเวลาในการตรวจแค่ 3 นาที และ มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก


.

.