เมื่อปัญหาของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายคุกคามคุณ (เช่น : โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, คลอเรสเตอรอลสูง, ความดันสูง, โรคไขมันเกาะตับ, โรคไขมันเกาะไต, ไขมันในหลอดเลือดสูง, โรคตับ, ตับอักเสบ, ไตอักเสบ, โรคหอบหืด, โรคลมชัก, โรค SLE, โรคไขข้อ, โรค Bechet, โรคผิวหนังอักเสบแพ้ง่าย, โรคไขข้อ, วัยทอง, ปวดประจำเดือน, มีถุงน้ำที่เต้านม รังไข่, มีบุตรยาก, อ้วน, โรคไทยรอยด์, อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า, ต่อมลูกหมากโต, โรคเบาหวาน, เอดส์ (AIDS) หรือ HIV, โรคพุ่มพวง หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง, อัมพาต อัมพฤกษ์, โรคเก๊า, โรคสะเก็ดเงิน, โรคเรื้อนกวาง, โรคภูมิแพ้, Sex เสื่อม, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ) เรามีคำตอบให้คุณ ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถอยู่กับโรคเหล่านี้ได้อย่ามีความสุข

Note:
อาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค อาหารเสริมเพียงช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุข และ มีสุขภาพแข็งแรง

.

.

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มาตรฐาน 6S ของ Pharmanex คืออะไร? สำคัญอย่างไร?

มาตรฐาน 6S ของ Pharmanex คืออะไร?

ฟาร์มาเน็กซ์ เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญ กับผู้บริโภค และ ผลิภัณฑ์ของตนเอง เป็นอันดับต้นๆ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้มาตรฐาน GMP ที่นิยมใช้กันในแวดวงอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ได้ใช้มาตรฐาน 6S แทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในวงการการผลิตยา และ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค
มาตรฐาน GMP นั้นไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ผลวิจัยทางคลีนิค (Clinical Study) เพราะการทำผลวิจัยทางคลีนิคนั้น เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ใช้เงินทุนมหาศาล และ ไม่มีกฎหมายข้อใด ที่บังคับให้บริษัทที่ผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องทำผลการวิจัยทางคลีนิค (Clinical Study) โดยผลวิจัยทางคลีนิคนั้น ส่วนใหญ่จะถูกบังคับให้ใช้กับบริษัทยา
สำหรับมาตรฐาน 6S ที่บริษัท Pharmanex ใช้นั้นจะใช้ผลวิจัยทางคลีนิค (Clinical Study) ขั้นสูงกว่าผลวิจัยทางคลีนิค (Clinical Study) ปรกติ โดยใช้ในลักษณะ Double Blind Study ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลการทดสอบที่แน่นอน และ ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
มารฐาน 6S มีอะไรบ้าง?

  1. การคัดเลือก (Selection)
    พืชสมุนไพรที่ฟาร์มาเน็กซ์เลือกใช้ จะต้องผ่านการตรวจสอบในด้านเป็นของแท้ นำไปใช้ประโยชน์ได้ และ มีความปลอดภัยในการใช้
  2. การหาแหล่งวัตถุดิบ (Sourcing)
    นักวิทยาศาสตร์ของฟาร์มาเน็กซ์ จะต้องตรวจสอบหาแหล่งของพืช รวมถึงพิจารณาคุณภาพของวัตถุดิบ แล้วทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ซึ่งจะทดสอบพืชดังกล่าว ณ สถานที่ที่ได้คัดเลือกไว้
  3. การวิเคราะห์ทางโครงสร้างสารประกอบ (Structure)
    ฟาร์มาเน็กซ์ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย และ สถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และ จีน ทำการวิเคราะห์หาโครงสร้าง ของสารประกอบธรรมชาติที่มีอยู่ในพืชที่คัดเลือกไว้ และ วิเคราะห์หาโครงสร้างของสารประกอบหลักที่ออกฤทธิ์ของพืชอย่างละเอียดถี่ถ้วน
  4. การเข้มงวดด้านมาตรฐานของการผลิต (Standardization)
    ฟาร์มาเน็กซ์คิดค้นขบวนการในการทำให้สารสำคัญเกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้การควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวด และ พัฒนาขบวนการที่ช่วยเพิ่มความถูกต้องและ สามารถรับรองได้ว่าแต่ละผลิตภัณฑ์ ของฟาร์มาเน็กซ์ นั้นมีประสิทธิภาพจริง
  5. ความปลอดภัยในการบริโภค (Safety)
    ฟาร์มาเน็กซ์ เป็นผู้นำในด้านการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อรับรองถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น โดยมีการตรวจสอบหาเชื้อ (Microbial Test) สารเคมี (Chemical) สารพิษ (Toxin) และ โลหะหนัก ที่มีอยู่ในแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ และ ความปลอดภัยสูงสุดจากผลิตภัณฑ์ของฟาร์มาเน็กซ์
  6. มีหลักฐานและผลการศึกษาทางคลีนิคสนับสนุน (Substantiation)
    ฟาร์มาเน็กซ์พัฒนาทุกผลิตภัณฑ์ บนพื้นฐานของข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และ การศึกษาทางคลินิก รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอย่างจริงจัง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้ได้รับการยอมรับ และ ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำต่างๆเสมอ


สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytochemical หรือ Phytonutrients) คืออะไร?

สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (อังกฤษ: Phytochemical หรือ Phytonutrients) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่พบเฉพาะในพืช สารกลุ่มนี้อาจเป็นสารที่ทำให้พืชผักชนิดนั้นๆ มีสี กลิ่น หรือ รสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว สารพฤกษเคมีเหล่านี้ หลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้าน หรือ ป้องกันโรคบางชนิดและ โรคสำคัญ ที่มักจะกล่าวกันว่าสารกลุ่มนี้ช่วยป้องกันได้คือ “โรคมะเร็ง” กลไกการทำงานของสารพฤกษเคมี เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นไปโดยการช่วยให้ เอ็นไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น เอ็นไซม์บางชนิด ทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็ง ที่เข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันพบสารพฤกษเคมีแล้ว มากกว่า 15,000 ชนิด

นักวิทยาศาสตร์พบว่า สารพฤกษเคมีสร้างประโยชน์ด้วยกลไก การออกฤทธิ์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
  • ต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ
  • ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้สารพฤกษเคมีลดการเกิดโรคมะเร็งได้
  • เพิ่มภูมิต้านทานโรค
  • ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
งานวิจัยจำนวนมาก แนะนำว่าการผสมผสาน ของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผัก และ ผลไม้ชนิดต่างๆ หลากชนิดจะให้คุณภาพ การต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ จากแหล่งอาหารเพียงแหล่งเดียว

ผักและผลไม้ยังเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คนไทยส่วนมากรับประทานผักและผลไม้ได้ไม่เพียงพอในแต่ละวัน จึงอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำ การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในการลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ ได้

ประเภทของสารพฤกษเคมีที่สำคัญ
  1. แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
  2. กรด อัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid)
  3. ไลโคปีน (Lycopene)
  4. กลูโคไซโนเลท (Glucosinolate) / ไอโซโธโอไซยาเนท (Isothiocynate)
  5. โพลีฟินอล (Polyphenols) : ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) , แอนโธไซยานินส์ (Anthocyanins) , ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) , โพรแอนโธไซยานิน (Proanthocyanidins)
  6. ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)
  7. เฟนโนลิก (Phenolics) / สารประกอบซีสติก (Cystic Compound)
  8. ซาโปนินส์ (Saponins)
  9. ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)
  10. ซัลไฟด์ (Sulfide) และไธออล (Thiols)
  11. เฮสเพอริดิน (Hesperidin)
  12. กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid)
  13. สารลูทีน (Lutein)

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) คืออะไร?

กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) คือกรดที่ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกทำลายดีเอ็นเอของเซลล์บางชนิด

กรดเอลลาจิก ช่วยลดการทำลายดีเอ็นเอที่จะทำให้ เกิดโรคเรื้อรังทำให้เกิดภาวะแก่ขึ้น (Ageing) และ เป็นโรคมะเร็ง กรดเอลลาจิก จะยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์บางชนิด เช่น เอ็น - อะซิติลทรานเฟอเรส ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอ็นเอ ในเนื้องอกในกระเพาะ ปัสสาวะของมนุษย์ กรดเอลลาจิกในปริมาณที่มากขึ้น จะยับยั้ง การทำงานของเอ็นไซม์ในขอบเขตที่มากขึ้นได้

เมื่อเซลล์กลายเป็นมะเร็ง กรดเอลลาจิก อาจจะสามารถหยุดการขยายตัวของเซลล์ กรดเอลลาจิกช่วยยับยั้ง การแบ่งเซลล์ในเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยังช่วย ป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้

ที่มา : วิกิพีเดีย

BioPhotonic Scanner มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน?

บทความที่แล้วผมเขียนถึงเรื่อง Biophotonic Scanner คืออะไร ไปแล้ว คราวนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบ ผลของการวัดสารต้านอนุมูลอิสระ ระหว่างการใช้เลือด และ การวัดค่าด้วย Biophotonic Scanner ว่ามีความเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งการศึกษานี้ นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ทำการศึกษาผลที่ได้ เราลองมาดูผลการศึกษาดังกล่าวกันเลยครับ
นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ แนะนำให้คนไทยตรวจเครื่อง Pharmanex BioPhotonic Scanner จาก นสพ. ไทยรัฐ

โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง

นายแพทย์สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า สาเหตุหลักส่วนใหญ่ของโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย และ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายต่ำ

"ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตนเองล่วงหน้าว่าป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ เนื่องจากขาดอาการบ่งชี้ของโรค ขาดการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เราจึงมักพบผู้ป่วยจำนวนมาก ที่ตรวจพบเจอโรคร้ายในระยะสุดท้าย หรือเสียชีวิตก่อนทำการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย"


คุณหมอสงวนศักดิ์ บอกว่า ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกายสามารถบ่งชี้สุขภาพของบุคคลได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นด่านแรกในการปกป้องเซลล์จากการจู่โจมของอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการทำร้ายร่างกายอันเกิดจากมลภาวะ ควันบุหรี่ แสงแดด การดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยปัจจุบัน

ปกติแล้ว ในร่างกายของเรา จะมีระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งร่างกายจะต้อง ได้รับสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่หลากหลายอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกาย สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และกำจัดเอาของเสียเหล่านี้ออกไปจากร่างกาย

คุณหมอสงวนศักดิ์ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและอุปกรณ์ เครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ ที่เป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจวัดค่าเฉลี่ยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อหาความสัมพันธ์ที่มีผลต่อสุขภาพ ผลการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครคนไทย 80 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 40 คน และคนสุขภาพแข็งแรงจำนวน 40 คน พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกาย ต่ำกว่าคนสุขภาพแข็งแรงเกือบ 2 เท่า อีกทั้ง คนไทยทั่วไปยังมีค่าเฉลี่ยสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 10,000-30,000 ซึ่งเป็นระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆได้

คนไทยควรจะมีค่าสารต้านอนุมูลอิสระในระดับ 50,000 ขึ้นไป ซึ่งเป็นค่าที่มีความสอดคล้องกับ ระดับแคโรทีนอยด์ ในเลือด และเป็นระดับที่บ่งชี้ว่าบุคคลนั้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ น้อยกว่าคนที่มีค่าสารต้านอนุมูลอิสระต่ำ

คุณหมอสงวนศักดิ์ บอกว่า สำหรับเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ (Biophotonic Scanner) เป็นนวัตกรรมใหม่ ค้นคว้าวิจัยโดย ดร.เวอร์เนอร์ เกลเลอร์แมน สถาบันเลเซอร์ แผนกฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ใช้พื้นฐานเทคโนโลยีรามาน สเปคโตรสโคปี โดยเซอร์ซีวี รามาน เจ้าของรางวัลโนเบล

วัดระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนังมนุษย์ด้วยแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ โดยไม่ต้องเจาะเลือด แต่ได้ค่าที่แม่นยำเทียบเท่ากับการเจาะเลือด ทำให้ทราบถึงระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัย ภายในเวลา 3 นาที

เหล่านี้คือความสำคัญของอนุมูลอิสระ คุณหมอสงวนศักดิ์แนะอีกว่า วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคร้าย สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ "เน้นการรับประทานผักสด ผลไม้หลากสี เพื่อเสริมสร้างปริมาณ สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้เพียงพอ"

ผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมาก ได้แก่ คะน้า มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง และมะเขือม่วง อีกทั้งยังต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายให้เสียเหงื่ออย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อรู้เท่าทัน เตรียมพร้อมรับมือโรคร้ายได้อย่างทันท่วงที สุดท้ายอย่าลืมข้อเลี่ยงสำคัญคือ มลภาวะและความเครียด

ที่มา : บางส่วนจาก บทความของไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ.2553
จะเห็นได้ว่า จากการศึกษา นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล สามารถสรุปได้ว่า ผลจากการตรวจด้วยวิธีการตรวจเลือดนั้น ไม่แตกต่าง กับผลที่ได้จากการตรวจด้วย Biophotonic Scanner เลย แต่การตรวจด้วยวิธีการตรวจเลือดนั้น จะใช้เวลานาน และ มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับการใช้ Biophotonic Scanner ที่ใช้ระยะเวลาในการตรวจแค่ 3 นาที และ มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก


ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) คืออะไร?


องประกอบจำลองของไมโทคอนเดรีย




ลักษณะสำคัญ และ ส่วนประกอบของไมโทคอนเดรีย

ไมโทคอนเดรีย (อังกฤษ: mitochondrion หรือรูปพหูพจน์ mitochondria) ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย คอลลิกเกอร์ ส่วนใหญ่มีรูปร่างกลมท่อนสั้น คล้ายไส้กรอก ยาว 5-7 ไมครอน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.2-1 ไมครอน ประกอบไปด้วยโปรตีน 60-65% ลิพิด 35-40% มีเยื่อหุ้มสองชั้น (double unit membrane) ชั้นนอกเรียบหนา 60-80 อังสตรอม เยื่อชั้นในพับเข้าไปเป็นรอยหยักเรียก คริสตี (cristae) หนา 60-80 อังสตรอม ภายในบรรจุของเหลวประกอบไปด้วยสารหลายชนิดเรียก แมทริกซ์ (matrix) ความเชื่อที่ว่า"ในมนุษย์มีไมโทคอนเดรียมากที่สุดที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ" เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เซลล์ที่มีไมโทคอนเดรียมากนั้น จะเป็นเซลล์ที่ต้องสร้างและใช้พลังงานสูง เซลล์ที่มีไมโทคอนเดรียมากคือ เซลล์ตับ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีเมแทบอลิซึมสูงและกิจกรรมจำนวนมาก ภายในไมโทรคอนเดรียยังมี DNA รวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็น DNA ที่มาจากแม่โดยตรง ส่วน DNA ที่อยู่ในนิวเคลียสนั้น จะเป็นที่ DNA ที่รวมจากพ่อและแม่

ภายในไมโทคอนเดรียสามารถพบ DNA ได้เช่นเดียวกับในนิวเคลียสและคลอโรพลาสต์ โดยเรียกว่า mtDNA[1]
มีการสันนิษฐานว่าไมโทคอนเดรียนั้นมีวิวัฒนาการร่วมกันกับเซลล์ยูคาริโอตมานานแล้ว โดยเริ่มแรกนั้นเซลล์สิ่งมีชีวิตชั้นสูงอาจไปกินเซลล์ที่มีขนาดเล็กกว่าเข้าไป
ในเซลล์มนุษย์ DNAภายในไมโทคอนเดรียมีลักษณะเป็นวงกลม โดยมียีนที่สร้างโปรตีนได้เพียงไม่กี่สิบยีนเท่านั้น[2]

ที่มา Wikipedia


Biophotonic Scanner คืออะไร?


Biophotonic Scanner คือ เครื่องตรวจหาสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ แคโรทีนอยด์ ที่ผิวหนัง โดย แคโรทีนอยด์ เป็นกลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีอยู่ในพืช ผักผลไม้ ที่ร่างกายจะได้รับจากการทานเข้ามาเท่านั้น โมเลกุลของแคโรทีนอยด์ จะหมดสภาพไปเมื่อจับกับอนุมูลอิสระ และทำให้อนุมูลอิสระนั้นไม่อยู่ในสถานะ ที่จะไปทำลายเซลล์ได้ หนึ่งโมเลกุลของแคโรทีนอยด์ สามารถจับกับอนุมูลอิสระได้ 20 อนุมูลอิสระ หรือมากกว่า ดังนั้นการที่เราสามารถรู้ระดับของสารแคโรทีนอยด์ได้ ก็สามารถบอกถึงระดับโดยรวม ของสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องร่างกายได้ดัง นั้นระดับของแคโรทีนอยด์ที่สูง ก็แสดงถึงความแข็งแกร่ง ของเครือข่ายการต้านทานอนุมูลอิสระของร่างกาย
เทคโนโลยีของเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์มาจากไหน?
เทคโนโลยีของเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีชื่อ รามาน สเปคโตรสโครปี (Raman Spectroscopy) เกี่ยวกับการหักเหของแสง ซึ่งค้นพบโดยนักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบล ปี ค.ศ.1930 เซอร์ ซี.วี. ราแมน ทีมค้นคว้าวิจัยจากสถาบันเลเซอร์ แผนกฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยยูท่าห์ สหรัฐอเมริกานำทีมโดย ดร. เวอร์เนอร์ เกลเลอร์แมน ได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ในการพัฒนาการค้นคว้า นำทฤษฎีของเซอร์ ซี.วี ราแมน มาสร้างเป็นเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ สุดยอดวิทยาการในการวัดระดับ แคโรทีนอยด์ที่ผิวหนังมนุษย์ ด้วยแสงเลเซอร์พลังงานต่ำ

ค่าสารต้านอนุมูลอิสระ แคโรทีนอยด์ บอกอะไรกับเรา?
แคโรทีนอยด์เป็น สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง (Powerful Antioxidant) การวัดระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง (Skin Carotenoid Score : SCS) ด้วยเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ ช่วยให้ทราบระดับความเข้มข้น ของแคโรทีนอยด์ในร่างกาย เพื่อประเมินระดับสารต้านอนุมูลอิสระ ในร่างกายว่าเพียงพอในการปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระหรือไม่

ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ที่หลากหลาย เพื่อทำงานเป็นโครงข่าย ต่อสู้กับอนุมูลอิสระ เรียกว่า ระบบการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Defense system) ซึ่งจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร ที่ช่วยเสริมการต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ในปริมาณที่เพียงพอจากอาหาร และ การเสริมอาหาร

ค่าสารต้านอนุมูลอิสระที่วัดได้หมายความว่าอย่างไร?
  1. ค่าต่ำกว่า 29,000 หมายถึงค่าสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับต่ำ
    • รับประทานผัก ผลไม้น้อยหรือไม่หลากหลาย
    • ต้องเผชิญกับอนุมูลอิสระ เช่น ควันบุหรี่ แสงแดด มลภาวะ ความเครียด
    • มีน้ำหนักเกินหรือไขมันส่วนเกิน
    • เสริมอาหารไม่สม่ำเสมอหรือไม่ได้เสริมอาหาร
  2. ค่าอยู่ระหว่าง 30,000 - 49,000 หมายถึงค่าสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับปานกลาง
    • รับประทานผัก ผลไม้ไม่เพียงพอหรือไม่หลากหลายพอ
    • ต้องเผชิญกับอนุมูลอิสระ เช่น ควันบุหรี่ แสงแดด มลภาวะ ความเครียด
    • มีไขมันส่วนเกินในร่างกาย
    • เสริมอาหารไม่สม่ำเสมอ
  3. ค่าตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปหมายถึงค่าสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับเพียงพอ
    • รับประทานผัก ผลไม้เพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงแหล่งอนุมูลอิสระได้ดี
    • ดูแลน้ำหนักและรูปร่างได้ดี
    • เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง (SCS)
  1. อาหารที่รับประทานแต่ละวัน : ผู้ที่รับประทานผัก ผลไม้ที่มีแคโรทีนอยด์สูง จะมีค่า ระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนังสูง
  2. การเสริมอาหาร : ผู้ที่เสริมอาหารด้วยผลิตภัณฑ์ ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่หลากหลายในปริมาณพอเหมาะอย่าง สม่ำเสมอจะมีระดับ แคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง. สูง
  3. ปริมาณไขมันในร่างกาย : ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีระดับไขมันในร่างกายมากเกินไป ในระดับอายุและเพศของ แต่ละคน มีโอกาสที่ค่าระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง ต่ำ
  4. การดำเนินชีวิตของแต่ละคน : สภาพแวดล้อมที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่น ควันบุหรี่, แสง แดด, ความเครียด, มลภาวะ และสารพิษ มีผลทำให้ค่าระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนังลดลง
  5. ปัจจัยทางพันธุกรรม : ส่งผลต่อการดูดซึม สารอาหารและแคโรทีนอยด์ที่แตกต่าง กันของร่างกาย จึงมีผลต่อค่าระดับแคโรทีนอยด์ ที่ผิวหนังที่วัดได้
ไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ มีความจำเป็นอย่างไรต่อการดูแลสุขภาพ
ในอดีต การวัดระดับแคโรทีนอยด์ เพื่อสามารถประเมินประสิทธิภาพในการ ต่อต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกาย ทำได้ด้วยการเจาะเลือด หรือตรวจจากปัสสาวะ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง และประมาณ 14 - 21 วันจึงจะทราบผล สำหรับไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์นั้น เราสามารถวัดระดับแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง บริเวณฝ่ามือ รู้ผล ภายใน 3 - 5 นาที ระดับแคโรทีนอยด์ ที่วัดได้ทำให้เราประเมินได้ว่า ร่างกายได้รับสารอาหารเพื่อการปกป้อง อนุมูลอิสระเพียงพอหรือไม่ หากค่าที่วัดได้ต่ำ เราจะต้องดูแล ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น หากค่าที่วัดได้สูง เราจะต้องดูแลให้ร่างกาย ได้รับสารอาหารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระให้สม่ำ เสมอเพื่อรักษาให้มีระดับแคโรทีนอยด์สูงอยู่เสมอ เพราะร่างกายเราต้องเผชิญกับอนุมูลอิสระจากมลภาวะ ควันบุหรี่ หรือแม้แต่จากภายในร่างกายเองอยู่ตลอดเวลา การมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายสูงๆ จะช่วยปกป้องร่างกายจากการถูกอนุมูลอิสระทำร้าย (ผลจากอนุมูลอิสระเช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง และการเสื่อมของร่างกาย)

แคโรทีนอยด์คืออะไร? สำคัญอย่างไร?
แคโรทีนอยด์ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ซึ่งพบได้ในผักและผลไม้ที่มี สีแดง เหลือง ส้ม หรือเขียวเข้ม ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเท่านั้น มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ร่างกาย จากการทำร้ายของอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์

แคโรทีนอยด์ เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญ ต่อกระบวนการทำงาน ของระบบการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เพราะนอกจากช่วยปกป้องเซลล์ ของร่างกาย จากอนุมูลอิสระแล้ว ยังมีหน้าที่ช่วยฟื้นฟู ในสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆเช่น วิตามิน ซี หรือวิตามินอี ให้กลับมาทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระได้เหมือนเดิม แคโรที นอยด์จึงเป็นสารอาหารสำคัญ ที่สามารถบอกถึงสถานะ ของระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้

เครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยหรือไม่? ทราบได้อย่างไร?
เครื่อง ไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ ใช้แสงเลเซอร์สีน้ำเงินพลังงานต่ำ ในการวัดค่าแคโรทีนอยด์ที่ผิวหนัง ซึ่ง Center for Devices and Radiological Health (CDRH) ซึ่งอยู่ในการดูแลขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรีได้พิจราณาและตรวจสอบแล้วว่า แสงเลเซอร์ที่ใช้ในการวัดค่า Carotenoids นี้มีความปลอดภัยไม่ทำอันตรายต่อผิวหนัง ค่าที่วัดได้จากเครื่องสแกนเนอร์ มีความน่าเชื่อถือว่าถูกต้องแม่นยำเทียบ เท่ากับการเจาะเลือด จากการศึกษาหนึงของดร. คาร์เทน สมิธ ซึ่งผลงานได้ถูกนำเสนอ ในงานประชุมวิชาการระดับโลก เช่น The experimental
Biology 2004และผลงานได้ตีพิมพ์ลงใน วารสาร FASEB (Federation of American Societies for Experimental Biology) อีกด้วย

รางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเครื่องไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์


  • รางวัล Most Innovative Award ที่ American business award 2005
  • รางวัล 2005 National Innovation Award ที่ไต้หวัน
  • รางวัล Malaysia Innovative Award 2008
  • รางวัล ITEX 08 Bronze Award


ไลฟ์แพ็ค แอนไทเอจจิ้ง (LifePak Anti-Aging) คืออะไร?

LifePak Anti-Aging ไลฟ์แพ็ก แอนตี้เอจจิ้ง คือ ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" เพื่อ เสริมสร้างสุขภาพร่างกาย ให้แข็งแรงในระยะยาว เพราะครบถ้วนด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง วิตามิน เกลือแร่ และสารไฟโตนิวเทรียนท์ (สารสกัดจากพืช ผัก ผลไม้) ในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่

ไลฟ์แพ็กได้รวมคุณค่า 5 สูตรในหนึ่งเดียว ได้แก่
  1. สูตรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ในปริมาณที่เหมาะสมและหลากหลาย และเพิ่มสารอาหารในการต้านความเสื่อมของเซลล์
  2. สูตรที่ให้วิตามิน บี ในสัดส่วนที่สมดุล
  3. สูตรที่มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่หลากหลาย
  4. สูตรสารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูกที่แข็งแรง
  5. สูตรที่ช่วยเสริมเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ส่วนประกอบสำคัญ สารสำคัญ (Ingredients) :
  • วิตามิน (Vitamin) :
    • วิตามิน เอ (Vitamin A)
    • เบต้า - แคโรทีน (beta Carotene)
    • วิตามิน อี (Vitamin E)
    • วิตามิน ซี (Vitamin C),
    • วิตามิน บี 7 (ไบโอทิน (Biotin))
    • วิตามิน ดี 3 (Vitamin D3)
    • วิตามิน เค (Vitamin K)
    • วิตามิน บี 1 (Vitamin B1)
    • วิตามิน บี 5 (ไนอาซินกรดแพนโทธีนิค (Pantothenic acid))
    • วิตามัน บี 9 (โฟเลต (Folate))
    • วิตามิน บี 12 (Vitamin B12)
    • วิตามิน บี 2 (Vitamin B2)
    • วิตามิน บี 6 (Vitamin B6)
  • เกลือแร่ (Mineral) :
    • แคลเซียม (Calcium)
    • แมกนีเซียม (Magnesium)
    • ซีลีเนียม (Selenium)
    • สังกะสี (Zinc)
    • โครเมียม (Chromium)
    • ไอโอดีน (Iodine)
    • แมงกานีส (Manganese)
    • ทองแดง (Copper)
    • เหล็ก (Iron)
    • โมลิบดินั่ม (Molybdenum)
    • ซิลิคอน (Silicon) (Niacin),
  • สารสำคัญอื่นๆ (Other ingredients) :
    • คาทีชิน - ชาเขียวสกัด (Green Tea Extract,97%)
    • กรดแอลฟาไลโพอิค (Alpha - lipoic acid)
    • ไลโคพีน - สารสกัดจากมะเขือเทศ (Lycopene)
    • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract)
    • ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus Bioflavonoids)
    • เคอร์ซิติน (Quercetin)
    • ลิวทีน -สารสกัดจากดอกแมริโกลด์ (Lutein)
    • อินอสิทอล (Inositol)
ไลฟ์แพ็ก lifepak คืออะไร
ไล ฟ์แพ็ก (lifepak) คือ ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" ที่ครบถ้วนด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ(สารต้านมะเร็ง) ประสิทะภาพสูง มีวิตามิน เกลือแร่ ไฟโตนิวเทรียนท์ (สารสกัดจากผักผลไม้) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง มีปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมและร่างกายสามารถดุดซึมนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่

ไลฟ์แพ็ก (lifepak) ประกอบด้วย อาหารเสริม 5 สูตรในหนี่งเดียว
  1. ไลฟ์แพ็ก (lifepak) มีสูตร สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ต้านความเสื่อมของเซลล์ มี คาทีชิน กรดแอลฟา-ไลโปอิค ไลโคพีน วิตามินเอ เบต้า-แคโรทีน วิตามินอี วิตามินซี ซีลีเนียม สังกะสี ทองแดง
  2. ไลฟ์แพ็ก (lifepak) มีสูตร วิตามิน บี รวม ในสัดส่วนที่สมดุล มี วิตามิน บี1 วิตามิน บี2 วิตามิน บี6 วิตามิน บี12 ไนอาซิน โฟเลต ไบโอทิน กรดแพนโทธีนิค
  3. ไลฟ์แพ็ก (lifepak) มีสูตร สารสกัดจากพืช ผัก ผลไม้ (สาร ไฟโตนิวเทรียนท์) มี เบต้าแคโรทีน กรดแอลฟา-ไลโปอิค ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ ลิวทีน ไลโคพีน สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เคอร์ซิติน คาทีชิน
  4. ไลฟ์แพ็ก (lifepak) มีสูตร สารอาหารจำเป็นต่อการสร้างกระดูก มี แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี วิตามินเค ซิลิคอน
  5. ไลฟ์แพ็ก (lifepak) มีสูตร เสริมเกลือแร่และ สารอาหารจำเป็นต่อร่างกายครบครัน มี ซีลีเนียม ทองแดง แมงกานิส โครเมียม โมลิบดินั่ม แมกนีเซียม ซิลิคอน ไอโอดีน เหล็ก แคลเซียม อินอสิทอล
8 คุณประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ จากการเสริมอาหารด้วย Lifepak 5 สูตรในหนึ่งเดียว คือ
  1. ช่วยป้องกันการขาดสารอาหาร
  2. ปกป้องและชะลอการเสื่อมของเซลล์
  3. ส่งเสริมการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
  4. บำรุงและเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  5. ดูแลการเผาผลาญกลูโคสและอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  6. ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  7. ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงในระยะยาว
  8. ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ
ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak ได้รับการรับรองความปลอดภัย, ประสิทธิภาพและคุณภาพในการควบคุมการผลิต จากสถาบันที่มีชื่อเสียง ในการตรวจสอบมาตรฐานระดับสูง ของผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" จากสถาบันระดับโลก เช่น

Physician's Desk Reference Guide (PDR) "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak ได้ลงหนังสือ Physician's Desk Reference Guide (PDR) ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงทางการแพทย์ ที่แพทย์ และ บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก ใช้เป็นหนังสืออ้างอิง ตั้งแต่ อดีต จนถึง ปัจจุบัน

ConsumerLab.com certication ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak ได้รับการรับรอง ในด้านความถูกต้องของฉลาก และปราศจากสารปนเปื้อน รวมถึงสารต้องห้าม ตามโปรแกรมการตรวจสอบสารต้องห้าม ของนักกีฬา

Banned Substances Control Group (BSCG) รับรองว่า ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ปราศจากสารกระตุ้น เช่น อีฟีดริน สารโด๊ป และสารสเตียรอยด์อื่นๆ ซึ่งเป็นสารต้องห้าม ตามข้อกำหนดของสถาบันการกีฬา ที่มีชื่อเสียงหลายสถาบัน เช่น คณะกรรมการโอลิมปิคนานาชาติ

ถ้าอยากได้สารอาหาร ที่เพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพ คุณอาจต้องรับประทานอาหารให้ได้ เท่ากับผัก และ ผลไม้ เท่ากับที่เห็นในภาพนี้ในแต่ละวัน หรือเลือกรับประทาน ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak ง่ายๆ เพียงวันละ 2 ซอง


ผลิตภัณฑ์ "อาหารเสริมสุขภาพ" Lifepak
ทานไลฟ์แพ็ก (lifepak) แล้วจะหมดห่วง จากโรคเรื้อรังต่างๆ ว่าแต่
วันนี้คุณทาน Lifepak แล้วหรือยัง


.

.