เมื่อปัญหาของโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายคุกคามคุณ (เช่น : โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, คลอเรสเตอรอลสูง, ความดันสูง, โรคไขมันเกาะตับ, โรคไขมันเกาะไต, ไขมันในหลอดเลือดสูง, โรคตับ, ตับอักเสบ, ไตอักเสบ, โรคหอบหืด, โรคลมชัก, โรค SLE, โรคไขข้อ, โรค Bechet, โรคผิวหนังอักเสบแพ้ง่าย, โรคไขข้อ, วัยทอง, ปวดประจำเดือน, มีถุงน้ำที่เต้านม รังไข่, มีบุตรยาก, อ้วน, โรคไทยรอยด์, อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า, ต่อมลูกหมากโต, โรคเบาหวาน, เอดส์ (AIDS) หรือ HIV, โรคพุ่มพวง หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง, อัมพาต อัมพฤกษ์, โรคเก๊า, โรคสะเก็ดเงิน, โรคเรื้อนกวาง, โรคภูมิแพ้, Sex เสื่อม, หย่อนสมรรถภาพทางเพศ, เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ) เรามีคำตอบให้คุณ ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถอยู่กับโรคเหล่านี้ได้อย่ามีความสุข

Note:
อาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค อาหารเสริมเพียงช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุข และ มีสุขภาพแข็งแรง

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมื่อเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จะต้องทำอย่างไร?

บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยมากมักจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ ความประมาท ขาดความระมัดระวัง ซึ่งกลไกการบาดเจ็บ จะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ผิวหนังสัมผัสกับความร้อน อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ดีกรีความลึกของบาดแผล และขนาดความกว้างพื้นที่ของบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนั้นๆ

บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบ่งเป็น 3 ระดับ โดยดูจากดีกรีความลึกของบาดแผล
  • ดีกรีความลึกระดับ 1 คือ บาดแผลอยู่แค่ เพียงผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น โดยปกติจะหายเร็วและไม่เกิดแผลเป็น
  • ดีกรีความลึกระดับ 2 คือ บาดเจ็บในบริเวณชั้นหนังแท้ บาดแผลประเภทนี้ถ้าไม่มีภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน มักจะหายภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความลึกของบาดแผล จากอุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดร่องรอยผิดปกติของบริเวณผิวหนัง หรืออาจมีโอกาสเกิดแผลเป็นแผลหดรั้งตามได้ หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
    กรณีถูกไฟไหม้ หากบาดเจ็บไม่ลึกมาก ก็จะพบว่าบริเวณผิวหนังจะมีตุ่มพองใส เมื่อตุ่มพองนี้แตกออก บริเวณบาดแผลเบื้องล่าง จะเป็นสีชมพู และผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก แต่ถ้าพยาธิสภาพค่อนข้างลึก จะพบว่าสีผิวหนังจะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองหรือขาว ไม่ค่อยเจ็บ
  • ดีกรีความลึกระดับ 3 คือ ชั้นผิวหนังทั้งหมดถูกทำลายด้วยความร้อน บาดแผลเหล่านี้มักจะไม่หายเอง มีแนวโน้มการติดเชื้อของบาดแผลสูง และมีโอกาสเกิดแผลหดรั้งตามมาสูงมาก ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
สิ่งแรกที่ควรทำ เมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  • ล้างด้วยน้ำสะอาด ที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผล ช่วยลดการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณบาดแผลได้ 
  • หลังจากนั้นซับด้วยผ้าแห้งสะอาด แล้วสังเกตว่าถ้าผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใส หรือมีสีของผิวหนังเปลี่ยนไป ควรรีบไปพบแพทย์
    แต่ถ้าไฟไหม้ น้ำร้อนลวกบริเวณใบหน้า จะต้องได้รับการรักษา จากแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะบริเวณใบหน้ามักจะเกิดอาการระคายเคืองจากยาที่ใช้ ห้ามใส่ยาใดๆ ก่อนถึงมือแพทย์ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการตอบสนองต่อตัวยาไม่เหมือนกัน จะต้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์
ข้อห้าม เมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 
  • ไม่ควรใส่ตัวยา/สารใดๆ ทาลงบนบาดแผล ถ้าไม่แน่ใจในสรรพคุณที่ถูกต้องของยาชนิดนั้น โดยเฉพาะ ”ยาสีฟัน” “น้ำปลา” เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้น
โดยการรักษาเริ่มตั้งแต่
  • การใช้ยาทาในระยะเริ่มต้น 
  • การใส่ชุดผ้ารัด ในกรณีที่รอยแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวก มีแนวโน้มที่จะนูนมากขึ้น และไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาทา 
  • ฉีดยาลบรอยแผลเป็น ซึ่งจะทำได้ในกรณีที่ เกิดรอยแผลนูนและไม่ตอบสนอง ต่อการใส่ชุดผ้ารัด 
  • ผ่าตัดแก้ไข โดยแพทย์จะต้องทำการประเมินลักษณะ และ ความรุนแรงของบาดแผล ทั้งนี้ขึ้นกับชนิด และ ความรุนแรงของบาดแผลหดรั้งเหล่านั้น
โดยทั่วไปช่วงอายุของผู้ป่วยไม่เป็นอุปสรรคในการรักษาบาดแผล และ วิทยาการการรักษา ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก

เมื่อผ่านขั้นตอนการรักษาแล้ว อย่าละเลยที่จะดูแลตนเอง โดย
  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นผล หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ระคายเคือง 
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด เพราะหากโดนบริเวณแผล ก็อาจทำให้คันหรือมีการติดเชื้อได้ง่าย 
  3. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เพื่อเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่บริเวณบาดแผลให้บาดแผลสมานปิดเร็วขึ้น 
  4. หมั่นทายา/รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องรักษาความสะอาดแผลให้ดี
อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อย ในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากความประมาทแทบทั้งสิ้น ถ้าต้องทำอาหาร และ อาจต้องสัมผัสของร้อน ควรระมัดระวังและป้องกันตนเองให้ดี ในบ้านที่มีเด็กเล็กควรระมัดระวังและจัดหาสถานที่ๆ วางวัสดุที่มีความร้อนให้เหมาะสมให้ห่างจากมือเด็กเอื้อมถึงได้ ส่วนบุคลากรที่ต้องทำงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องทำความร้อนต่างๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับเปลวไฟหรือเปลวเพลิงสูง ควรมีการป้องกันตนเองให้เหมาะสมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติภัยไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนี้ครับ

บทความโดย : รศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา : การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก











วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

แคลซิมอร์ (CalciMor) คืออะไร

แคลซิมอร์ (CalciMor) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ครบถ้วนด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ซึ่งได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี วิตามินเค ทองแดง ซิลิคอนและสังกะสี

ประโยชน์ที่ได้รับ
ให้สารอาหารที่จำเป็นสำหรับเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

ส่วนประกอบ
  • วิตามิน ดี
  • วิตามิน เค
  • แคลเซียมซิเตรต
  • ไตรแคลเซียมฟอสเฟต
  • แมกนีเซียม ออกไซด์
  • แมกนีเซียม ซิเตรต
  • สังกะสี
  • ทองแดง
  • ซิลิคอน
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • ขนาดเล็ก ทานง่าย ดูดซึมได้สมบูรณ์
  • แคลเซียม 2 รูป (ซิเตรท, ฟอทเฟต) ดูดซึมง่ายกว่าทั่วไป (คาร์บอเนต)
  • มีวิตามิน และ แร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อกระดูกครบถ้วน
    • วิตามิน ดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
    • แมกนีเซียมในสัดส่วนที่เหมาะสม (แคลเซียม : แมกนีเซียม = 2 : 1)
    • วิตามินเค สังกะสี ทองแดง ซิลิกอน ฟอสฟอรัส
  • ไม่มีน้ำตาล แลคโตส เกลือโซเดียม ก๊าซ สารจากข้าวสาลี หรือ นม จึงปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการแพ้
  • แตกตัวได้สมบูรณ์ในเวลา 45 นาทีในภาวะจำลองของกระเพาะอาหารตามมาตรฐานยา
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • บำรุงกระดูกให้แข็งแรง ลดภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะในวัยทอง และ ผู้ใช้ยาสเตียรอยด์
  • ผลดีอื่นๆ เช่น แคลเซียม และ วิตามินดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันน้ำหนักเพิ่มขึ้น จำเป็นต่อกล้ามเนื้อ สารสื่อประสาท การแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดตะคริว

โคคิวเท็น (CoQ10) คืออะไร?


โคเอ็นไซม์คิวเทน (CoQ10) ที่ผ่านขบวนการผลิตเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะ เพื่อให้ส่งผ่านโคเอ็นไซม์คิวเทนเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลิตภัณฑ์โคเอ็นไซม์คิว 10 ที่ดีเลือกอย่างไร?
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ที่มีขั้นตอนการบรรจุ ที่ใช้เทคโนโลยีการบรรจุในแคปซูล (Encapsulation Technology) เพื่อที่จะห่อหุ้มโมเลกุล ของโคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ในวงแหวนของโมเลกุลคาร์โบไฮเดรต ทำให้การกระจายตัวของโคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ในลำไส้ดีขึ้น รวมทั้งการดูดซึมของสารอาหารสำคัญเข้าสู่ร่างกายดีขึ้นด้วย

โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) ช่วยในเรื่องของการผลิตพลังงาน ระดับเซลล์เพื่อส่งเสริมการทำงานของอวัยวะ ต่าง ๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะที่ต้องทำงานหนักได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจ
โคเอ็นไซม์คิว 10 (CoQ10) พบได้ในบริเวณเยื่อหุ้มเซลทั้งหมด นิวเคลียส และ ไมโตครอนเดรียของเซลล์ ระดับของโคเอ็นไซม์คิวเท็น จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดเมื่ออายุ 20 ปี หลังจากนั้นก็จะลดลงตามจำนวนอายุที่เพิ่มขึ้น
ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • ใช้นาโนเทคโนโลยี ทำให้มีความคงตัวสูง
  • ละลายน้ำ และ ดูดซึมดีกว่ารูปทั่วไป 5 - 10 เท่า (ในท้องตลาดโคคิวเท็น (CoQ10) ละลายในน้ำมัน)
  • 29 มก. ของโคคิวเท็น จึงอาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ 150 - 300 มก. ของรูปแบบทั่วไป
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • ให้พลังงานกับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • มีผลดีต่อการลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
  • ช่วยให้หัวใจบีบตัวดีขึ้น มีผลดีต่อโรคหัวใจ และ ช่วยลดความดันโลหิต
  • ปกป้องผิวจากริ้วรอย และ แสงแดด
  • มีผลดีต่อสมอง และ ภาวะความผิดปรกติของสมอง เช่น อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน ความจำเสื่อม เป็นต้น
  • บำรุงสุขภาพฟันและเหงือก

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ระวังไข้หวัดนกสายพันธุ์ "เอช7เอ็น9" (H7N9)

ทั่วโลกกำลังจับตา กรณีพบประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตจาก ไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช7เอ็น9 (H7N9) ในประเทศจีน

ทั่วโลกกำลังจับตา กรณีพบประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตจาก ไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช7เอ็น9 (H7N9) ในประเทศจีน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ดังกล่าว แต่ก็ประมาทไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค จึงได้เตรียมพร้อมรับมือ ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย กรมปศุสัตว์ และผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข เพื่อประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ซึ่งในวันที่ 18 เม.ย.นี้จะมีการประชุมติดตามเรื่องนี้ โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่เป็นประธาน

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 7 เอ็น 9 ที่พบในประเทศจีน เริ่มมีรายงานเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 19 ก.พ.-3 เม.ย. 2556

ต่อมาวันที่ 31 มี.ค. 2556 ทางการสาธารณสุขจีนได้ประกาศให้ทราบว่า ชันสูตรยืนยันได้ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เรียกชื่อเป็นทางการว่า โนเวล อินฟลูเอนซา เอ (เอช7เอ็น9) ไวรัส หรือ novel influenza A (H7N9) virus คำว่า โนเวล (novel) แปลว่า “ใหม่” ได้จากผู้ป่วยที่เจ็บหนักขั้นวิกฤติ 3 ราย

ตัวเลข ณ วันที่ 10 เม.ย. 2556 มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าว 33 ราย อยู่ในมณฑลเซี่ยงไฮ้ 15 ราย เจียงสู 10 ราย เจ้อเจียง 6 ราย และ อันฮุย 2 ราย ในจำนวนผู้ป่วย 33 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย ทุกรายไม่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากัน

ทั้งนี้มีผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายที่ได้รับการชันสูตรยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช7เอ็น 9 ประมาณ 700 คน กำลังอยู่ในระหว่างการติดตามตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่

สำหรับการเกิดโรคเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็น “คลัสเตอร์” นั้น มีรายงานว่าในครอบครัวหนึ่ง ที่อาจถือได้ว่าเป็นคลัสเตอร์เล็ก ๆ เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายแรก แต่ก็เป็นรายงานที่ไม่มีการชันสูตรยืนยันที่ชัดเจน

ในเจียงสู กำลังมีการสอบค้นผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วย แหล่งแพร่โรคที่ผู้ป่วยไปติดเชื้อมา และวิธีการที่ไปรับเชื้อมา กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์สอบค้นเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เอช7เอ็น9 ที่มีการชันสูตรยืนยันอย่างแน่ชัด

ไวรัสนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร นักวิทยาศาสตร์ด้านอณูวิทยาของจีน ได้ทำการวิเคราะห์แล้วทราบว่า ไวรัสเกิดจากการผสมทางพันธุกรรมที่เรียกกันว่า รีคอมบิเนชั่น (recombination) ของไวรัสเอช 9 เข้ากับไวรัสเอ็น 7 ของเป็ดไก่ตามบ้านของจีน จึงมีการกลายพันธุ์ ได้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่คือ เอช7เอ็น 9

ไวรัสสายพันธุ์นี้ ทำให้สัตว์ปีกติดเชื้อได้ง่าย แต่สัตว์ไม่ล้มเจ็บ และไม่ตาย ผิดกับไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1 (H5N1) เมื่อไก่ติดเชื้อ จะล้มเจ็บและตายเรียบ การติดเชื้อสายพันธุ์ เอช7เอ็น9 จึงไม่มีข้อสังเกตว่า สัตว์ตัวใดจะติดเชื้อแล้ว หรือยังไม่ติดเชื้อ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ในมนุษย์มีอาการุนแรง ทำท่าว่าจะรุนแรงกว่าเอช5เอ็น1 ทั้งนี้ประเมินจากผู้ป่วยที่มีอยู่ไม่มาก แต่เสียชีวิตถึง 9 ราย ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ต่างมีอาการหนักทั้งสิ้น

จากการสำรวจสุกร ยังไม่พบว่าติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ปกติ สุกรจะไวต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกและเป็นเหมือนถังผสมที่จะก่อให้เกิดกระบวนการรีคอมบิเนชั่น กลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ง่าย ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ มีการตรวจพบในไก่เป็น ๆ ในตลาดสดนครเซี่ยงไฮ้ ทางการจึงสั่งปิดตลาดสดและทำลายไก่ไปกว่า 3 แสนตัว นอกจากนั้น ยังตรวจพบเชื้อไวรัสได้ ในมูลนกพิราบ นกกระทา

ในแง่การรักษา ไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่เอช7เอ็น9 ยังไวต่อยาต้านโอเซลทามิเวียร์ และซานามิเวียร์ จึงน่าที่จะนำไปใช้รักษาได้เหมือนไข้หวัดนกเอช5เอ็น1 โดยในขณะนี้กำลังวิเคราะห์ประเมินผลการรักษาอยู่

ความเสี่ยงของประชาชนทั่วไป คือ

ในขณะนี้พอจะทราบว่าไวรัสมีอยู่ในสัตว์ชนิดใด แต่ แหล่งรังโรคที่แพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และผู้ป่วยไปติดเชื้อมาได้โดยวิธีใด หรืออย่างไรนั้น ยังไม่ชัดเจน ความเสี่ยงในประเด็นนี้ ยังไม่มีคำอธิบาย

คำถามที่ว่า โรคนี้จะเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ คงตอบได้ยาก เท่าที่ประเมินดู ยังมีความเสี่ยงน้อย แต่เข้าสู่ฤดูร้อน มีการเคลื่อนย้ายของนกป่ามาจากทางเหนือของทวีป จึงทำให้ทำนายได้ยากยิ่งขึ้น

ทั้งทางด้านสาธารณสุข ด้านสัตวสาธารณสุข (สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง) ต้องร่วมมือกันเฝ้าระวังอย่างเต็มที่และเข้มงวด ไม่ใช่เฝ้าระวังเฉพาะไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช7เอ็น9 เท่านั้น แต่ต้องไม่ละเลยในการเฝ้าระวังสายพันธุ์เดิมคือ เอช5เอ็น1 ด้วย เพราะยังมีการระบาดของสายพันธุ์นี้อยู่ทั้งในสัตว์และในมนุษย์ที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย และเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเฝ้าระวัง ด้านการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ ให้คำแนะนำวางแนวทางการรักษาพยาบาล เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อม การให้ความรู้และคำแนะนำทางวิชาการที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยทั่วไปเพื่อให้ระวังป้องกันตัวเองโดยไม่ให้ตื่นตระหนก

มาตรการอนามัยส่วนบุคคล เช่น กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ยังต้องนำมาปฏิบัติอีก โดยเฉพาะการล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาด ล้างด้วยแอลกอฮอล์เจล ต้องเน้นให้ปฏิบัติเป็นกิจวัตร ไม่ไปสัมผัสสัตว์ปีกโดยไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะสัตว์ที่กำลังล้มป่วยหรือตาย การชำแหละสัตว์ที่กำลังล้มเจ็บ เพื่อนำไปประกอบอาหารต้องละเว้นอย่างเด็ดขาด ซากสัตว์ให้ฝังดินให้ลึกอย่างน้อยครึ่งเมตรและกลบด้วยปูนขาวก่อนจึงกลบด้วยดิน

องค์การอนามัยโลก ยังไม่จำกัดการเดินทางเข้าออกจากประเทศจีน ไม่ห้ามการทำมาค้าขายกับจีน และยังไม่แนะนำให้ตั้งจุดตรวจผ่านแดนแต่อย่างใด.

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ : ข้อมูล

ที่มา : ระวังไข้หวัดนกสายพันธุ์ "เอช7เอ็น9"

โรคต่อมลูกหมากโตคืออะไร?

"ต่อมลูกหมาก" เป็นต่อมสร้างน้ำเลี้ยงเชื้ออสุจิ (Semen) ในผู้ชาย ลักษณะเป็นของเหลวสีคล้ายน้ำนมที่ช่วยหล่อเลี้ยงและขนส่งเชื้ออสุจิในระยะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิ (Ejaculation) อยู่ในตำแหน่งบริเวณคอของกระเพาะปัสสาวะ (Bladder) โดยรอบท่อปัสสาวะ (Urethra) ส่วนต้นของผู้ชาย หรืออยู่ใต้หัวเหน่าบริเวณโคนอวัยวะเพศ (Penis) มีขนาด 18 - 20 กรัม ซึ่งชาวตะวันตกมักเปรียบเทียบขนาดปกติของต่อมลูกหมากที่จะโตเต็มที่ในวัยหนุ่มคือ 25 ปีขึ้นไปว่ามีขนาดเท่ากับขนาดของผลวอลนัท (watnut-size) หรือลูกกอล์ฟ โดยแรกเกิดจะมีขนาดประมาณเม็ดถั่ว แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นก็จะมีขนาดโตขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะยิ่งเด่นชัดขึ้นและในบางรายอาจเกิดปัญหากับการขับถ่ายปัสสาวะ

หน้าที่ของต่อมลูกหมาก
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วย กล้ามเนื้อบางส่วน และ บางส่วนเป็นต่อม (partly muscular and partly glandular) ซึ่งมีอยุ่ 3 ส่วนหรือ 3 กลีบประกอบกันขึ้นมา คือ ส่วนปลาย/peripheral, ส่วน transitional และส่วนกลาง/central ซึ่งส่วนกลางนี้มักจะเป็นส่วนที่โตขึ้นในรายที่มีอาการของต่อมลูกหมากโตที่ไม่ใช่มะเร็ง (Benign Prostatic Hypertrophy or Hyperplasia หรือ BPH)



ในระยะก่อนการหลั่งน้ำอสุจิ มีต่อมอีกอันหนึ่งคือ Cowper's gland หรือที่เรียกกันว่า Bulbourethral gland (ตามภาพ) ซึ่งจะสร้างของเหลวที่เป็นสารอัลคาลายน์ (Alkaline fluid) ซึ่งจะช่วยทำให้ปัสสาวะที่หลงเหลืออยู่ในท่อปัสสาวะมีคุณสมบัติเป็นกลาง (neutralizes) จากเดิมที่มีสภาพเป็นกรด (acid) เพื่อให้สภาพแวดล้อมที่เป็นกลางในท่อปัสสาวะช่วยปกป้องอสุจิ และสารนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยในการหล่อลื่น (Lubricant) ตัวอสุจิด้วย (น่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดการตั้งครรภ์ได้แม้ฝ่ายชายจะไม่ได้หลั่งน้ำอสจิในขณะมีเพศสัมพันธ์) ซึ่งต่อมนี้ยังทำหน้าที่ต่อไปได้แม้ในรายที่ทำผ่าตัดต่อมลูกหมากออกไปแล้ว (แพทย์อาจจะเก็บต่อมนี้ไว้ในการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออกที่เรียกว่า Prostectomy) ผู้ที่ตัดเอาเฉพาะต่อมลูกหมากออก ในระยะที่มีการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกทางเพศ จะมีการหลั่งสารเหลวจากต่อมนี้ได้ แม้จะไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิ (Ejaculation)

ต่อมลูกหมากทำหน้าที่หลักในการสร้างสารประกอบของน้ำอสุจิ คือสารอัลคาลายน์ (Alkaline fluid) ที่เป็นของเหลวสีคล้ายน้ำนมดังกล่าว มีปริมาณประมาณ 30% ของน้ำอสุจิ โดยสร้างสารเคมีและอาหารสำคัญบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของตัวอสุจิในผู้ชาย (ต่อมลูกหมากนี้ไม่ได้สร้างตัวอสุจิเอง ตัวอสุจิหรือเสปอร์มนั้นมีกำเนิดมาจากเซลล์ของลูกอัณฑะเท่านั้น) ช่วยนำพาอสุจิและทำให้การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิเป็นไปได้ง่ายโดยการหล่อลื่นของสารเหลวดังกล่าว ช่วยตอบสนองต่อการกระตุ้นโดยระบบประสาทอัตโนมัติ และฮอร์โมนเพศชาย ทั้งยังเชื่อว่าเป็นตัวกระตุ้นการเกิดลักษณะทางเพศของผู้ชาย (Secondary sex characteristics) เช่น มีขน เสียงเหมือนผู้ชายทั่ว ๆ ไป รวมทั้งช่วยควบคุมการไหลของปัสสาวะด้วย

ภาพผลการตรวจต่อมลูกหมากปกติด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI of the Prostate - normal exam)
ภาพมองจากปลายเท้าผู้ถูกตรวจไปหาศีรษะ
(จุด A: สะโพกขวา/right hip, จุด B: กระเพาะปัสสาวะ/bladder, จุด C: สะโพกซ้าย/left hip, จุด D:ต่อมลูกหมาก prostate gland และจุด E: ทวารหนัก/rectum)

ต่อมลูกหมากจะโตขึ้นตามวัย และโตมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยในชายวัย 45 ปีขึ้นไปพบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์บริเวณนั้นจะเจริญโตขึ้นรวดเร็ว จะพบว่าต่อมลูกหมากที่โตขึ้นนี้จะเริ่มอุดตันหลอดปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปัสสาวะลำบาก และการอุดตันทำให้ปัสสาวะคั้งค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะมากกว่าปกติ จะสังเกตได้ว่ามักจะเกิดในผู้ชายวัยเกิน 60 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจโตมากจนปัสสาวะไม่ออก จนเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุเหล่านั้นได้

ต่อมลูกหมากโตเป็นโรคเดียวกับมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่
ต่อมลูกหมากโตเป็นเพียงมีเซลล์เพิ่มขึ้นไม่ใช่มะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยส่วนมากแม้จะมีต่อมลูกหมากโตแต่ก็ไม่มีอาการ

ผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตจะมีอาการอะไรบ้าง
อาการของต่อมลูกหมากโตเกิดจากต่อมลูกหมากโตกดท่อปัสสาวะทำให้ท่อปัสสาวะแคบ ระยะแรกของโรคกระเพาะปัสสาวะยังแข็งแรงสามารถบีบตัวไล่ปัสสาวะออกได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรงไม่สามารถบีบตัวไล่ปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปัสสาวะสะดุด ผู้ป่วยบางคนอาจจะไม่มีอาการจนได้รับประทานยาแก้หวัด ผลข้างเคียงของยาแก้หวัดทำให้เกิดอาการปัสสาวะไม่อก อาการที่พบได้บ่อยคือ
  • ปัสสาวะไม่สุดเหมือนคนที่ยังไม่ได้ปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปัสสาวะสะดุดขณะปัสสาวะ
  • อั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ปัสสาวะไม่พุ่ง
  • ปัสสาวะต้องเบ่งเมื่อเริ่มปัสสาวะ
  • ต้องตื่นกลางคืนเนื่องจากปวดปัสสาวะ
ถ้าหากผู้ป่วยยังไม่รักษาก็อาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้แก่ กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่ดีเกิดการคั่งของปัสสาวะและเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ไตเสื่อม กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะเล็ด นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

การวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต
เมื่อผู้ป่วยที่สงสัยว่าต่อมลูกหมากโตไปพบแพทย์แพทย์จะถามประวัติเพื่อประเมินความรุนแรงของต่อมลูกหมาก
  • ซักประวัติเกี่ยวกับโรคทั่วไป
  • ตรวจร่างกายทั่วไป
  • ตรวจต่อมลูกหมากโดยการตรวจทางทวารหนัก
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อหาว่ามีเลือดหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไตและตรวจ Prostate-specific antigen (PSA) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผลิตจากต่อมลูกหมากค่านี้จะสูงในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจส่องกล้อง cystoscope เพื่อดูต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะเป็นการตรวจที่ไดข้อมูลมาก
  • การตรวจ x-ray เรียก urogramหรือ IVP [ intravenous pyelography] โดยการฉีดสีเข้าหลอดเลือดดำ และเมื่อสีขับเข้ากระเพาะปัสสาวะแพทย์จะสามารถเห็นตำแหน่งและความรุนแรงของการอุดกลั้นปัสสาวะ
  • การตรวจ ultrasound สามารถเห็นต่อมลูกหมาก ไต และกระเพาะปัสสาวะโดยทำผ่านทางทวารหนัก
  • การตรวจ Uroflowmetry เพื่อดูว่าทางเดินปัสสาวะถูกอุดมากน้อยแค่ไหน
การบริโภคเพื่อลดเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
จากงานวิจัยพบว่า พฤติกรรมบริโภคที่ไม่ดี อาจนำไปสู่สาเหตุการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ มีรายงานการวิจัยว่า แม้ผู้ชายที่เป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากก็สามารถที่จะลดความเสี่ยงการตายจากโรค นี้ โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดังต่อไปนี้
  • ลดอาหารไขมันสูง ไขมัน อาจเร่งให้เซลล์มะเร็งเจริญได้ดี และไขมันทำให้ระดับฮอร์โมนเพศสูง ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมาก กรดไขมันอิ่มตัวเป็นอันตรายอันดับ 1 พบในไขมันสัตว์และกะทิ ส่วนกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีมากในปลาทะเล ปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาช่อน รวม ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง) เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ให้ผลในการป้องกันทั้งโรคหัวใจและโรคมะเร็ง 
  • จำกัดอาหารประเภทเนื้อแดง ใน เนื้อแดง (เนื้อสัตว์ใหญ่) จะมีไขมันแทรกอยู่มาก ทำให้ได้รับไขมันเพิ่มขึ้นด้วย โดยอาจเลือกรับประทานโปรตีนจากถั่วเหลืองแทนจะดีกว่า ในรูปเต้าหู้ แป้งถั่วเหลือง และนมถั่วเหลือง สามารถชะลอความรุนแรงของมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ เพราะถั่วเหลืองมีฮอร์โมนพืชที่เรียกว่าไฟโตเอสโตรเจน 
  • กินผัก ผลไม้ มากขึ้นโดยเฉพาะมะเขือเทศ ผัก ผลไม้ ช่วยในการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ (สีเขียวจัด แดง เหลือง และส้ม) ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ มีสารไอโซเฟลโวนอยด์สูง และอาจมีผลต่อการลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ผัก ผลไม้ ยังมีวิตามินซี และเส้นใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคหัวใจอีกด้วย สาร ไลโคพีนเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่ช่วยในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยการชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง มีมากในผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ เช่น ซอสมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ และน้ำมะเขือเทศ ความร้อนจะทำให้สารไลโคพีนถูกปลดปล่อยจากผนังเซลล์มากขึ้น ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น 
  • กินอาหารที่มีวิตามินดีสูง ผู้ชาย ที่อยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดน้อย มีโอกาสเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมากสูง เพราะแสงแดดช่วยสร้างวิตามินดีในผิวหนังคนเรา แต่คนไทยเรานั้นได้รับแสงแดดเหลือเฟือ ปัจจัยข้อนี้จึงไม่น่ากังวล แต่ ในคนสูงอายุที่ประสิทธิภาพการสร้างวิตามินดีลดลง อาจเพิ่มอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น นม โดยแนะนำให้เลือกนมพร่องมันเนยหรือนมขาดไขมัน 
  • เน้นอาหารที่มีสารซีลีเนียมและวิตามินอี ซีลีเนียม มีผลมากต่อการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมา พบมากในเมล็ดพืชต่างๆ เห็ด ธัญพืชไม่ขัดสี เมล็ดดอกทานตะวัน จมูกข้าวสาลี อาหารทะเล สัตว์ปีก ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน วิตามินอีช่วยทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่การที่ร่างกายจะดูดซึมวิตามินอีจากอาหารอย่างเดียวในปริมาณสูงค่อนข้างยาก ฉะนั้นการเสริมวิตามินอีวันละ <400 ไอยู อาจเป็นอีกทางเลือกที่จะต้องพิจารณา วิตามินอีพบในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง และผักใบเขียวจัด
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต มีสุขภาพดี และ ร่างกายแข็งแรง



ไลฟ์แพ็ก (LifePak) ทีกรีน97 (TeGreen97) ริชิเอ็มเอ็กซ์ (ReishiMx)


ที่มาบางส่วนจาก : ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland), ต่อมลูกหมากโต Benigh prostatic hypertrophy

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคหัวใจ (Heart disease) และ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) คืออะไร?

โรคหัวใจ (Heart disease) หรือ โรคที่เกิดกับหัวใจ ซึ่งมีได้หลายโรค แต่ที่พบบ่อยที่สุด เป็นปัญหาทางสาธารณสุข และเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ได้สูงติด 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนเกือบทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย คือ โรคหัวใจที่เกิดจากโรคของหลอดเลือดหัวใจ หรือ ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease หรือ Coronary heart disease) ซึ่งโดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงโรคหัวใจ มักหมายถึงโรคนี้ ดังนั้น บทความนี้ จึงกล่าวถึงโรคหัวใจเฉพาะเกิดจากสาเหตุนี้เท่านั้น

โรคหลอดเลือดหัวใจ คือ โรคเกิดจากหลอดเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Coronary artery ตีบแคบเล็กลง หรือ ตีบตัน จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจจึงทำงานผิดปกติ ส่งผลถึงอวัยวะต่างๆขาดเลือดไปด้วย จึงเกิดมีอาการต่างๆได้มากมาย

โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นโรคของผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ไปจนถึงในผู้สูงอายุ โดยพบได้สูงตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ในช่วงวัยเจริญพันธ์ พบโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ชายได้สูงกว่าในผู้หญิง แต่หลังจากหมดประจำเดือนถาวรแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ใกล้เคียงกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดได้อย่างไร?
สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ การมีไขมันจับที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ ที่เรียกว่า พลาค (Plaque) จึงส่งผลให้ผนังหลอดเลือดแข็ง หนา ช่องในหลอดเลือดจึงตีบแคบลง และเมื่อพลาคนี้ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด หรือ ผนังหลอดเลือดบาดเจ็บเสียหาย ร่างกายจะซ่อมแซมผนังส่วนเสียหายโดยการจับตัวเป็นก้อนของเกร็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว จึงยิ่งส่งผลให้ช่องในหลอดเลือดตีบแคบลงอีก เลือดจึงหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง จึงเกิดเป็นโรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และบ่อยครั้ง การซ่อมแซมจากร่างกายนี้ ก่อให้หลอดเลือดถึงอุดตัน จึงส่งผลให้เกิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด ซึ่ง อาจเกิดได้อย่างเฉียบพลัน และเมื่อรุนแรง จะเป็นสาเหตุให้หัวใจหยุดทำงานทันที จึงเสียชีวิตได้ทันที กะทันหัน นอกจากนั้น หลอดเลือดหัวใจ ยังสามารถบีบหดตัวได้ ดังนั้นเมื่อมีการหดตัวของหลอดเลือด จึงส่งผลให้รูท่อหลอดเลือดตีบแคบลง จึงเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ เช่น จากภาวะมีความเครียดสูง เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมีดังนี้
  1. โคเลสเตอรอล LDL สูง ในภาวะขาดสารต้านอนุมูลอิสระ
  2. โฮโมซีสเทอีนสูง  ในภาวะขาดโคลีน  โฟลิค วิตามินบี
  3. ภาวะอินซูลินสูงเรื้อรัง ที่เรียก ซินโดรมเอกซ์
  4. ผลของโรคอ้วน เบาหวาน
  5. ความดันโลหิตสูง
  6. ขาดน้ำมันปลา ขาดแมกนีเซียม
  7. มี oxidative stress สะสม เช่น บุหรี่ มลพิษ เครียด
  8. ขาดการออกกำลังกายที่พอเหมาะ
  9. ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ Junk Food
  10. พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่า ในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
โรคหลอดเลือดหัวใจมีอาการอย่างไร?
อาการพบบ่อยของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
  • ไม่มีอาการเมื่อเริ่มเป็นโรค หรือ เมื่อหลอดเลือดยังตีบไม่มาก 
  • เหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง หรือ ออกกำลัง 
  • เจ็บแน่นหน้าอกเมื่อใช้กำลังเพิ่มขึ้น หรือ เมื่อมีความเครียด (ผู้หญิง มักไม่ค่อยพบมีอาการนี้) อาการอาจร้าวไปที่ขากรรไกร ไหล่ และ/หรือ แขน ด้านใดก็ได้ แต่มักเป็นด้านซ้าย 
  • อาการของโรคหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว บวมหน้า แขน/ขา 
  • ความดันโลหิตสูง 
  • ไขมันในเลือดสูง
กลไกการเกิด
  1. สาเหตุที่กลัวและกล่าวขวัญอยู่เสมอคือ โคเลสเตอรอลสูง กล่าวคือ LDL สูง โดยเฉพาะในภาวะที่ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ…ปกติ LDL เป็นไขมันที่มีประโยชน์ใช้สร้างเซลล์ผนังภายในหลอดเลือด แต่เมื่อไรที่ถูก oxidative stress จะแปรสภาพเป็นพิษ ทำให้เม็ดเลือดขาวแมคโคฟากซ์ เข้ามาจับกินทำลายพิษ ซึ่งหากเกิดมากๆ แมคโคฟากซ์ต้องกลืนกินเข้าไปจนเต็ม ทำให้เกิดภาวะเคลื่อนไหวไม่ได้ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า foam cell เป็นพลักเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ก่อปฏิกิริยาอักเสบ หนา แข็ง อุดตัน ในขณะที่ผนังหลอดเลือดก็ตีบ  อุดตันมากขึ้น…การปกป้องภาวะนี้ ร่างกายจึงต้องมีสารต้านอนุมูลอิสระ คอยจับสิ่งที่จะมาแปรสภาพ LDL นอกจากนี้ยังมีภาวะเสียง ที่ทำให้ LDL สูง เช่น บุหรี่ มลพิษ ความเครียด และไขมันสัตว์ สารต้านอนุมูลอิสระที่ดี  ในกรณีนี้ นอกจาก วิตามินบีในผัก ผลไม้แล้ว OPC และกลูตาไธโอนน่าจะมีบทบาทสูง
  2. ภาวะโฮโมซีสเทอีนสูง วายร้ายตัวจริงชื่อ “โฮโมซีสเทอีน” ที่มาของข้อมูลนี้ เริ่มจากการผ่าพิสูจน์เด็กอายุ 7–8 ขวบ ที่เสียชีวิตด้วยโรค “Homocys teinuria” (เป็นโรคที่พบโฮโมซีสเทอีนในปัสสาวะเรื้อรัง เนื่องจากมีระดับโฮโมซิสเทอีนในกระแสเลือดสูง จากพันธุกรรมบกพร่อง ในการเปลี่ยนเมธิโอนีนเป็นโฮโมซิสเทอีน อย่างไม่หยุดยั้ง) พบว่าสาเหตุการตาย คือ เส้นเลือดอักเสบ แข็ง หรือลิ่มเลือดจับเป็นก้อนอุดตัน ทั้งในหลอดเลือดดำ (Venous Thrombosis) และหลอดเลือดแดง จึงเป็นที่มาแห่งข้อหาว่า พยาธิสภาพของเส้นเลือด มาจากพิษของโฮโมซิสเท-อีน (หาใช่โคเลสเตอรอลไม่ !)
    โฮโมซิสเทอีนเป็นตัวกระตุ้น ให้เส้นเลือดอักเสบ เลือดจับตัวเป็นก้อนได้ง่าย ผนังเส้นเลือดแปรสภาพ ตีบ แข็ง มีการอุดตัน ความดันก็ขึ้นสูง เพราะเส้นเลือดขยายตัวไม่ดี หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นๆ
    โดยปกติ ค่าโฮโมซิสเทอีนในกระแสเลือด ไม่ควรเกิน 5 ไมโครโมลต่อลิตร
    หากมีถึง 7 แปลว่า เริ่มเข้าภาวะเสี่ยง
    หากพบถึง 12 ไมโครโมล / ลิตร บ่งว่าแย่แน่ๆ ต่อการจะเกิดเส้นเลือดอักเสบ แข็ง อุดตัน…ผลลัพธ์
    คือ ความดันสูง หัวใจโต เหนื่อย ขาดเลือด…หัวใจวาย…ตาย
    ในภาวะปกติ ร่างกายจะแปลงโฮโมซิสเทอีน ไปเป็นซีสเทอีน(Cysteine)กับเมธิโอนีน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยกระบวนการ “Methylation” จากสารที่ให้ CH3 (Methyl group) หรือเป็น “Methyl donor”
    แล้วเราจะขจัดเจ้าโฮโมซีสเทอีนได้อย่างไร?
    หนทางที่ดูเหมือนง่ายแต่ทำยาก คือ ลดการบริโภค เนื้อ นม ไข่ ชีส อาหารดัดแปลงให้น้อยลง แต่หากมีโฮโมซีสเทอีนสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย เริ่มเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ความดันขึ้น คงสายเกินการจำกัดอาหารประการเดียว

    หนทาง คือหาผู้ที่ให้สารกลุ่มเมทิล (Methyl donor) มาแปลงโฮโมซีสเทอีน ให้กลับไปเป็นซีสเทอีนกับเมธิโอนีน ซึ่งมักใช้ Trimethylglycine–TMG, Dimethylglycine–DMG หรือ Tetrame thylglycine (โคลีน) แต่ กระบวนการเมทิลเลชั่น (การให้เมทิล กรุ๊ป) จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยา คือกรดโฟลิค (โฟเลท) B6 และ B12 มาทำงานเป็นทีม เขาพบว่า ระดับของโฟเลท + B6 และ B12 แปรผกผันกับระดับโฮโมซีสเทอีน! ที่แน่ๆ คือ โคลีน ช่วยเพิ่มระดับ HDL ไขมันดี ลดLDL (ไขมันเลว) โคเลสเตอรอลรวมและไตรกลีเซอไรด์–TG อันเป็นตัวร้ายต่อหลอดเลือดอีกทางหนึ่ง โคลีนร่วมกับบีรวม จึงเป็นมือปราบหลอดเลือดแข็งตีบตันตัวยง! นอกเหนือจากการใช้ โคลีนร่วมกับโฟเลท วิตามินบีแล้ว การรับประทานน้ำมันปลา แมกนีเซียม รวมไปถึงโอพีซี (OPC–สารสกัดจากเมล็ดองุ่น) ร่วมด้วย ก็ใช้ปราบโรคหัวใจหลอดเลือดได้ดีทีเดียว
    เกร็ดความรู้ : นอกจากโคลีนจะเป็นสารให้กลุ่มเมทิลแล้ว ยังเป็นสารตั้งต้นของ อเซทิลโคลีน ช่วยการรับรู้ ความจำ ความฉลาด ลดปัญหาความจำเสื่อม โคลีนยังร่วมกับโฟเลท B12 และ SAM (S-adenosyl methionine) ในการให้ Methyl gr.ในตับ ช่วยทำลายพิษ ช่วยการคืนตัวของเซลล์ตับ วิตามิน B6 นั้นยังร่วมมือกับแมกนีเซียม ทำให้มีการผลิต ซีโรโทนิน อันเป็นสารเริ่มต้นของเมลาโทนิน…ฮอร์โมนช่วยคลายเครียด ช่วยการนอนหลับที่ดีด้วย โคลีนที่มาพร้อมกรดโฟลิค B6 และ B12 จึงมีประโยชน์หลากหลาย !!
  3. ซินโดรมเอกซ์ หรือว่าที่เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายได้รับอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล เข้าไปเกินใช้ กล่าวคือ กินมากออกกำลังกายน้อย อินซูลินที่ขึ้นสูง เพื่อพา น้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ แต่เข้าไม่ได้ จึงค้างอยุู่ในกระแสเลือด ในขณะที่อินซูลินเป็นตัวก่ออักเสบแก่ผนังหลอดเลือด น้ำตาลที่สูงยังลดประสิทธิภาพเม็ดเลือดขาว ทำให้เป็นโรคติดเชื้อง่าย หนทางที่ดีสุดคือ เลือกอาหารและออกกำลังกายเช่น งดไขมันสัตว์ ไขมันทรานส์ เพิ่มน้ำมันปลา สังกะสี แมกนีเซียม และโอพีซี

    หากปล่อยปละละเลยกับภาวะซินโดรมเอกซ์ จนเข้าสู่โรคอ้วน หรือรุนแรงไปถึงระดับเบาหวาน แสดงว่าร่างกายสูญเสียดุลย์แห่งการช่วยตนเองไปมากแล้ว อาการต่อไปที่จะตามมาคือ ความดันเลือดสูง สมองเสื่อม โรคไต หรืออุบัติเหตุของเส้นเลือด ตีบ ตัน แตก สู่ภาวะหัวใจวาย หรือ อัมพฤกษ์ อัมพาต ตลอดจนโรคมะเร็ง…แม้ถึงขั้นนี้ ความเข้าใจในพื้นฐานเรื่องอาหาร และออกกำลัง ก็ยังมีส่วนช่วยให้ทุเลาได้กว่า 60% สารอาหารที่ไม่ควรขาดคือ OPC และที่เกี่ยวข้องกับ Cellular burn ทั้งหลาย ตั้งแต่โครเมียม แมกนีเซียม สังกะสี แมงกานีส รวมถึงวิตามินบีรวม น้ำมันปลา ตลอดจนเลี่ยงภาวะ oxidative stress จากบุหรี่ สารพิษในอาหาร น้ำดื่ม หรือความเครียด
  4. คุณภาพของน้ำบริโภค น่าจะมีส่วนช่วยให้ทุเลาหรือผ่อนหนักเป็นเบา ได้แก่ น้ำที่มีสภาวะด่าง มีแร่ธาตุผสม ขนาดโมเลกุลเล็ก แรงตึงผิวต่ำ และโอ-อาร์พีลบ น้ำ ORP ลบ มาเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ในภาวะหลอดเลือดแข็งตีบตันนั้น หากถูกซ้ำเติมจากมลพิษ Oxidative stress ก็ยิ่งทำให้พลั๊กหรืออุดตันที่ผนังหลอดเลือดกำเริบ น้ำ ORP ลบ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่คล่องตัวล่องลอยไปในกระแสเลือดจึงพร้อมต่อต้าน OS ได้ดี

    ภาวะ ORP ลบของน้ำยังทำให้น้ำมีกลุ่มโมเลกุลเล็ก น้ำ อาหาร และ O2 ผ่านได้ดี มีสภาวะด่าง ลื่นไหลได้ดี ทำให้เลือดหมุนเวียนสะดวก อีกทั้งไม่กระทบภาวะการจับตัวของเกล็ดเลือดเหมือนยากลุ่มละลายลิ้มเลือด หรือป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด นำ O2 สู่สมองได้ดี เพิ่ม O2 แก่เนื้อเยื่อ อีกทั้งน้ำ+ดูดซึมยาได้ดี ยาออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพ FILENAME P90112

โรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรงไหม? รักษาหายไหม?
โรคหลอดเลือดหัวใจจัดเป็นโรคเรื้อรัง และรุนแรง เป็นสาเหตุให้เกิดทั้งความพิการและเสียชีวิตได้ ความพิการ เช่น เป็นสาเหตุให้สมองขาดเลือด จากหัวใจทำงานลดลง จึงเกิดภาวะอัพฤกษ์/อัมพาติได้ง่าย และคุณภาพชีวิตลดลง เช่น ต้องจำกัดการออกแรง จากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเกิดโรคหัวใจวาย หรือ โรคหัวใจล้มเหลว (โรคหัวใจ: หัวใจวายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ)


ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหัวใจ? 
การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่สำคัญ ได้แก่
  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ 
  • กินยาต่างๆตามแพทย์แนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา 
  • จำกัดอาหารไขมันทุกชนิด โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ 
  • ออกกำลังกายตามควรกับสุขภาพ สม่ำเสมอ 
  • ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ไม่ให้เกิดโรคอ้วน 
  • ดูแล รักษา ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง 
  • รักษาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ด้วยการรักษา สุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อร่างกายแข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี ลดความเครียด 
  • พบแพทย์ตรงตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม และ/หรือ อาการต่างๆเลวลง 
  • พบแพทย์เป็นการฉุกเฉินเมื่อ 
    • เจ็บแน่นหน้าอกมาก อาจเจ็บร้าวขึ้นขากรรไกร ไปยังหัวไหล่ หรือ แขน 
    • เหนื่อย หายใจขัด
    • ชีพจรเต้นอ่อน เต้นเร็ว เหงื่อออกมาก วิงเวียน จะเป็นลม
    • หยุดหายใจ และ/หรือ โคมา
ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้ไหม?
วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่สำคัญ ได้แก่
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยการออกกำลังกายตามสุขภาพ จำกัดอาหารไขมัน กินอาหารมีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง และรักษา สุขอนามัยพื้นฐาน 
  • ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ เริ่มเมื่ออายุ 18-20 ปี 
  • ปรึกษาแพทย์เสมอเมื่อมีความกังวลในอาการ หรือ สงสัยในสุขภาพของตนเอง
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ (Heart disease) และ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) มีสุขภาพดี และ ร่างกายแข็งแรง

ไลฟ์แพ็ก
(LifePak)
ทีกรีน97
(TeGreen97)
มารีน โอเมก้า
(Marine Omega)


ที่มา : บางส่วนจาก โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease), โรคหัวใจและหลอดเลือด (สาเหตุ)

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

คอร์ดีแม็กซ์ ซีเอส - 4 (CordyMax CS-4) คืออะไร?

คอร์ดีแม็กซ์ซีเอส - 4 (CordyMaxCS-4) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ จากเห็ดคอร์ดีเซพ ไซเนนซิส ที่ชาวจีนรู้จักกันดีในชื่อ จิ้น ชุย เปา หรือ ถั่งเช่า ตามธรรมชาติ จะพบได้บนเทือกเขาสูงที่มีอากาศหนาวจัด ต้องใช้เวลา 5 - 7 ปีกว่าจะโตเต็มที่ สามารถนำมารับประทานได้ ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชาวจีน และ มหาวิทยาลัยในประเทศจีนค้นคว้าเพื่อหาสายพันธุ์เชื้อรา ที่เหมาะสมในการบ่มเพาะเห็ดคอร์ดีเซพ จากการศึกษา 15 ปีจากกว่า 200 สายพันธุ์ จนค้นพบเชื้อราสายพันธุ์ ซีเอส - 4 ที่ใช้เพาะเห็ดคอร์ดีเซพ ไซเนนซิสที่มีคุณสมบัติเหมือนเห็ด ที่เกิดเองตามธรรมชาติ ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ได้รับสิทธิบัตรจากรัฐบาลจีนให้มีสิทธิ์จำหน่าย คอร์ดีเซพ ไซเนนซิส ซีเอส - 4 นอกประเทศจีนเพียงผู้เดียว

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์
  • CS-4 เป็นสายพันธุ์ ของเห็ดถั่งเช่าที่ดีที่สุด (ใกล้เคียงธรรมชาติ ให้สารสำคัญสูงสุด) คัดเลือกมาจากกว่า 200 สายพันธุ์ วิจัยร่วมกันระหว่าง รัฐบาลจีน และ สถาบันฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) นานกว่า 15 ปี
  • ฟาร์มาเน็กซ์ (Pharmanex) ได้รับเอกสิทธิ์ในการจำหน่าย จากประเทศจีนเพียงผู้เดียว
  • สารสำคัญสูงสุดตามเกณฑ์สากล (อะดีโนซีน > 0.14% และ แมนนิทอล > 5%)
  • เพาะปลูกโดยปราศจากสารปนเปื้อน เก็บเกี่ยวช่วงอายุ 5 - 7 ปี (โตเต็มที่)
  • มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ผลิตภัณฑ์
  • รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากรัฐบาลได้หวัน
  • อยู่ในตำรายา PDR (Physicians' Desk Reference)
  • เห็นถั่งเช่า เป็นสมุนไพรที่สงวนให้สำหรับจักรพรรดิ์จีนในสมัยโบราน มีมูลค่าแพงกว่าทองคำ

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (อ้างอิงจากการศึกษาคุณประโยชน์ของสารอาหารสำคัญ)
  • บำรุงไต มีผลดีต่อภาวะไตอักเสบ และ โรคไตวายเรื้อรัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด มีผลดีต่อภาวะหลอดลมอักเสบ และ โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังจากการสูบบุหรี่
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดแข็งตัว และ อุดตัน
  • มีผลดีต่อการลดระดับน้ำตาล และ ไขมันในเลือด
  • ช่วยปรับสมดุลต่อภาวะฮอร์โมนเพศหญิงที่ผิดปรกติ ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
  • ส่งเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
  • มีผลต่อการทำงานของตับ
  • ช่วยลดความเมื่อยล้า ปวดเมื่อย ภาวะนอนหลับยาก

.

.